ถ้าพูดถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ “บลูเบอร์รี่” ต้องติดโผอันดับต้น ๆ แบบไม่มีใครเถียง เพราะเจ้านี่ไม่ได้แค่รสชาติดี แต่ยังถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งเบอร์รี่” ที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารแบบเต็ม ๆ ลูกเล็ก ๆ กลม ๆ สีม่วงเข้มนี้มีดีมากกว่าที่เห็น
บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในแถบ Maine ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกบลูเบอร์รี่แบบป่าธรรมชาติ (wild blueberry) ที่เก่าแก่และขึ้นชื่อที่สุดในโลก โดยพันธุ์บลูเบอร์รี่ที่นิยมปลูกในเชิงพาณิชย์คือสายพันธุ์ Highbush ที่ให้ผลดกและหวานฉ่ำ ส่วนบ้านเราเริ่มปลูกกันในหลายพื้นที่ที่อากาศเย็น เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และพื้นที่สูงของจังหวัดน่าน ซึ่งก็ให้ผลผลิตที่น่าประทับใจไม่แพ้ของต่างประเทศ
เหตุผลที่บลูเบอร์รี่ถูกเรียกว่า “ราชาแห่งเบอร์รี่” ไม่ใช่แค่เพราะรสชาติ แต่เพราะคุณประโยชน์ที่อัดแน่นอยู่ในผลไม้ลูกจิ๋วนี้ ไม่ว่าจะเป็น…
-
สารต้านอนุมูลอิสระสูงลิ่ว
ในบรรดาผลไม้ทั้งหมด บลูเบอร์รี่จัดว่าเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สูงมาก ซึ่งเจ้าสารนี้คือฮีโร่ตัวจริงในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ลดการอักเสบ และเสริมภูมิคุ้มกัน -
ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด
จากการศึกษาพบว่า การรับประทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำสามารถช่วยลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ เพราะมีทั้งไฟเบอร์ วิตามิน C, K และโพแทสเซียม ที่ส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด -
ช่วยบำรุงสมองและความจำ
มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า สารในบลูเบอร์รี่สามารถช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง และลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมในระยะยาว -
ดูแลสายตาและผิวพรรณ
วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระในบลูเบอร์รี่ช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตา ป้องกันโรคต้อกระจก และช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ ลดการเกิดริ้วรอยจากแสงแดด -
คุมระดับน้ำตาลในเลือด
แม้จะมีรสหวาน แต่บลูเบอร์รี่กลับมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานหรือคนที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ในประเทศไทย การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกบลูเบอร์รี่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มเติบโตสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและความชื้นเหมาะสม เช่น ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาอาชีพตามแนวพระราชดำริในพื้นที่สูงของ HRDI ที่สนับสนุนการปลูกบลูเบอร์รี่แบบอินทรีย์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่น และสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค
สำหรับใครที่อยากลิ้มรสบลูเบอร์รี่แท้ ๆ ก็สามารถหาซื้อได้ทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หรือจากแหล่งปลูกในประเทศที่ขายตรงจากฟาร์มในช่วงฤดูกาล (ประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม) หรือจะลองหาแบบแช่แข็งและอบแห้งมาใช้ในเมนูต่าง ๆ อย่างสมูทตี้ โยเกิร์ต หรือเบเกอรี่ก็อร่อยไม่แพ้กัน
ไม่ว่าจะทานสด ๆ หรือใส่ในเมนูสุขภาพ บลูเบอร์รี่ก็เป็นผลไม้ที่ควรมีติดตู้เย็นไว้เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยดูแลสุขภาพแบบรอบด้านแล้ว ยังเติมความสดชื่นได้ทุกวันแบบไม่มีเบื่อเลยล่ะ