ธาตุอาหารพืชกับเกษตรอินทรีย์

การผลิตอาหารพืชให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ จะต้องประกอบด้วยปัจจัยการผลิตหลายประการ ธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง วัสดุที่ให้อาหารพืชได้มาจากหลาย ๆ ทาง เช่น จากวัสดุธรรมชาติ (หินฟอสเฟต ปูนโดโลไมท์ แร่ยิบซั่ม ฯลฯ) จากมูลสัตว์ต่าง ๆ ที่เรียกกันว่าปุ๋ยคอก จากการปลูกพืชต้นฤดูแล้วไถหรือสับกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่ว จากวัสดุที่เหลือใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผงชูรส จากซากพืชต่างๆ เช่น การ ใช้ต้น/ใบมันสำปะหลังสับกลบลงดินหลังการเก็บเกี่ยว จากปุ๋ยชีวภาพหรือการใช้วัสดุที่มีจุลินทรีย์ ประสิทธิภาพสูง จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ที่มีขายตามตลาดทั่วไป

การให้ธาตุอาหารพืชเพื่อยกระดับผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ประการแรกต้องทราบว่าดินนั้นขาดธาตุอาหารพืช หรือมีธาตุอาหารไม่พอเพียงต่อการให้ผลผลิตสูง ดังนั้นการใช้ธาตุอาหารพืชในรูปปุ๋ยหรือวัสดุใด ๆ ที่คิดว่าพอเพียงและให้ประโยชน์สูงสุดต่อพืขตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ นั่นคือจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะหรือสภาวะของความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและความสะดวกในการใช้ตลอดจนผลตอบแทนที่ได้รับ

ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ แบ่งออกเป็นกลุ่มหรือประเภทตามความต้องการของธาตุอาหารพืช เช่น ปุ๋ยเชิงเดี่ยวที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน เช่น ยูเรีย ปุ๋ยเชิงผสม ที่ให้ธาตุอาหารหลัก เช่น NPK เป็นต้น เกษตรกรบางแห่งยังไม่เข้าใจการใช้ปุ๋ยเคมีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรปฏิบัติส่วนหนึ่งมักจะเกิดจากผู้ขายปุ๋ยเคมีมากกว่าจากหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นปัญหาในการใช้ปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับชนิดดิน ความต้องการของพืช ระยะเวลาและอัตราที่เหมาะสม

ปัจจุบันการใช้ปุ๋ยเคมี (NPK) กันมากและนับวันจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตพืช ทั้งข้าว พืชไร่ พืชสวน ได้ในปริมาณมาก ในปี 2546 ได้ส่งเป็นสินค้าออกรวมกันประมาณ 26.6 ล้านตัน นำเงินตราเข้าประเทศมูลค่ารวมประมาณ 22.9 หมื่นล้านบาท ผลผลิตและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ย่อมนำธาตุอาหารพืชออกไปนอกประเทศในปริมาณที่สูงมาก การชดเชยธาตุอาหารพืชที่ถูกนำออกไปโดยการใช้ปุ๋ยเคมี จึงเป็นวิธีการหนึ่งในการคงระดับการผลิตให้ได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ โดยเฉพาะปี 2546 มีการนำเช้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 3.8 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 31.88 หมื่นล้านบาท

โดยคุณสมบัติของปุ๋ยเคมีนั้นละลายน้ำได้เร็ว ให้ธาตุอาหารพืชได้แน่นอนตามสูตรของปุ๋ย และตรงตามเวลาที่พืชต้องการ แต่มีข้อด้อยคือ ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในการใช้และคิดกันว่ามีราคาแพงกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ความจริงเมื่อเปรียบเทียบเนื้อธาตุต่อราคาในปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีแล้ว การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตพืชได้มากกว่าและเร็วกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ประเภทปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหลายเท่า ข้อด้อยบางประการของปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน คือ หากใช้บ่อยครั้งหรืออัตราสูงทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะในสภาพดินไร่และดินที่มีลักษณะร่วนทราย แต่มีการแก้ไขได้โดยการใช้ปูนหรือปุ๋ยพืชสดเป็นบางครั้งก่อนการปลูกพืชหลัก

โดยทั่วไปเข้าใจว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชในการเพิ่มผลผลิตพืชแต่ในความจริงแล้วปุ๋ยอินทรีย์มีหน้าที่หลักในการปรับปรุงโครงสร้างและสมบัติของดิน ทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ และจะมากกว่าการให้ประโยชน์ในเชิงปริมาณธาตุอาหารพืชโดยตรง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้เกิดอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เคมี และชีวเคมีของดินอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มความเป็นประโยชน์ได้ของธาตุอาหารพืชในดิน ในขณะที่ปุ๋ยชีวภาพซึ่งได้จากการนำจุลินทรีย์ที่ทราบชนิดและมีชีวิตมากพอ มาปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพและทางชีวเคมี สร้างธาตุอาหารที่ทราบชนิดให้แก่พืช ปุ๋ยชีวภาพจึงแบ่งประเภทได้ตามชนิดของจุลินทรีย์หรือตามประเภทของอาหารที่สร้างให้แก่พืช เช่น จุลินทรีย์ ไรโซเบียม แฟรงเคีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิด เมื่อจุลินทรีย์หรือสาหร่ายเหล่านี้สลายตัวจะสร้างธาตุอาหารไนโตรเจนให้แก่พืช กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างธาตุอาหารฟอสฟอรัส เช่น ไมโครไรซ่า หรือกลุ่มที่ช่วยสลายหินฟอสเฟตเพื่อเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารฟอสฟอรัส เช่นBacillus,Thiobacillus, Aspergillus, Penicillum และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์หรือเซลลูโลส อีกหลายชนิดซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อจำกัดคือ มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย ไม่สามารถปรับแต่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากซากพืชหรือสัตว์ที่มีธาตุอาหารพืชแปรปรวน และสัดส่วนของธาตุอาหารไม่แน่นอน การควบคุมให้ปุ๋ยอินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชให้ตรงกับชนิดและเวลาที่พืชต้องการกระทำได้ยาก ต้องใช้เวลานาน และในปริมาณที่ค่อนข้างมาก

น้ำหมักชีวภาพ ในด้านธาตุอาหารพืชถือว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหมักของชิ้นส่วนของพืชและ/หรือของสัตว์ และมีส่วนดีอีกด้านคือ มักจะมีฮอร์โมนพืชหรือสารป้องกันหรือยับยั้งการเกิดโรคของพืชบางชนิด แต่การจะใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพียงต่อการผลิตพืชให้ได้ผลผลิตสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตพืชในระยะยาว เนื่องจากน้ำหมักชีวภาพมีธาตุอาหารพืชน้อยมาก

อาจมีข้อโต้แย้งว่าปัจจุบันการใช้น้ำหมักชีวภาพให้ได้ผลดีในการผลิตข้าว หรือพืชสวนบางชนิดในบางท้องที่ บางแห่งถึงกับประกาศว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีอีกต่อไป โดยสรุปไว้ว่า การใช้ปุ๋ยจากน้ำหมักชีวภาพเพิ่มผลผลิต คุณภาพ และให้ผลตอบแทนมากกว่าการใช้ปุ๋ยแบบเดิม (ใช้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งที่ปลูกพืช) บางแห่งไม่ได้ใช้ปุ๋ยมา 1 – 2 ฤดูปลูกแล้ว โดยใช้แต่น้ำหมักชีวภาพก็ยังได้ผลดี ประเด็นนี้มีความเป็นไปได้ในกรณีที่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงหรือติดต่อกันมานาน ประกอบกับดินมีลักษณะเหนียวหรือร่วนเหนียวไม่ค่อยเป็นทราย ดินมีการสะสมธาตุอาหารหลัก (NPK) มานานจนอาจมากเกินพอ ใช้ปุ๋ยเคมีต่อไปก็ไม่เพิ่มผลผลิตตามอัตราปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ดินเกิดการขาดความสมดุลย์ ความจริงเมื่อหยุดใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตก็คงไม่ลดลง กล่าวได้ว่าดินมีธาตุอาหารหลักเพียงพอแล้ว ประกอบกับการนำน้ำหมักชีวภาพเข้ามาใช้แทนทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น น่าจะเกิดจากการเพิ่มความสมดุลย์ของดินโดยการปรับเปลี่ยนปฏิกิริยาของดิน (pH) และพืชได้รับธาตุอาหารรองหรือธาตุอาหารเสริมบางส่วนจากน้ำหมักชีวภาพ ทำให้พืชได้ใช้ธาตุอาหารอย่างครบถ้วนมากขึ้น หรือทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคบางชนิดเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเลิกใช้ปุ๋ยเคมีไปเลย หรือไม่นำเข้ามาในระบบปลูกพืชอีก ดังนั้นการทราบสภาวะความสมดุลย์ของธาตุอาหารพืชในดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืชโดยติดไปกับผลผลิตหรือการถูกชะล้าง และแนวทางแก้ไขซึ่งกระทำได้โดยการใช้ผลวิเคราะห์ดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาเลือกใช้ แหล่งธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยและอัตราในการใช้ จึงเป็นแนวทางการปรับปรุงดินเพื่อรักษาระดับหรือเพิ่มผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ

แนวทางที่ควรจะเป็นในการกำหนดนโยบายการผลิตพืชโดยเฉพาะด้านการใช้ปุ๋ยน่าจะยึดถือ การจัดการธาตุอาหารพืชอย่างบูรณาการ ทั้งนี้เพื่อการผลิตพืชอย่างยั่งยืน ตามที่สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยได้สรุปผลการประชุมโต๊ะกลมในหัวข้อเรื่อง “ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ” เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่ควรกำหนดกรอบการใช้ปุ๋ยที่แคบเกินไป หรือให้ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยชีวภาพ การกำหนดให้ทุกพื้นที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีความเป็นไปได้มาก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี จะเป็นการเสี่ยงต่อการเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกของโลก เพียงแต่ต้องระบุแนวทาง เป้าหมาย และขั้นตอนการผลิตพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ เป็นสัดส่วนอย่างไรกับการผลิตในเชิงเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ซึ่งอนุโลมให้มีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีได้เท่าที่จำเป็น แต่มีความปลอดภัย จึงจำเป็นที่จะต้องค้นหาศักยภาพโดยเฉพาะด้านดินและแหล่งผลิตที่เหมาะสมต่อการผลิตพืชในแต่ละแบบ ตลอดจนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ทั้งนี้เพื่อการจัดสรรธาตุอาหารพืชให้เพียงพอ ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการผลิตในอีกหลายพื้นที่ข้างเคียง

แนวทางหลักที่ควรกระทำอย่างเร่งด่วน คือ การณรงค์ให้ทุกพื้นที่เห็นความสำคัญและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือสารปรับปรุงดิน ในทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ก่อน หากพืชได้รับธาตุอาหารไม่พอเพียงในการเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ต้องการ จำเป็นต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมอย่างชาญฉลาดแล้วแต่กรณี ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากการวิเคราะห์ดินเป็นระยะ ๆ และประสบการณ์หรือข้อมูลจากการวิจัยที่ผ่านมา ในการกำหนดชนิด ที่มา และอัตราที่ควรใช้ของธาตุอาหารพืช และผลตอบแทน ใช้แนวทางนี้ในการกำหนดเขตการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์หรือระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)

การผลิตพืชระบบเกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตที่ปราศจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี (สารสังเคราะห์) โดยสิ้นเชิง เน้นการใช้สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและปัจจัยการผลิตในท้องถิ่นเป็นหลัก มีโอกาสกระทำได้ดีเฉพาะเจาะจงกับบางพืช หรือบางแหล่งผลิต แต่ไม่น่าจะกระทำได้กับทุกพืช ทุกชนิดดิน หรือทุกพื้นที่ได้ จำเป็นต้องวิเคราะห์ศักยภาพของดิน เช่น ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติค่อนข้างสูง แหล่งวัตถุดิบในการจัดสรรธาตุอาหารให้แก่พืช เช่น จากปุ๋ยคอก จากปุ๋ยพืชสด จากปุ๋ยชีวภาพ ว่ามีความเพียงพอและต่อเนื่องหรือไม่โดยผลผลิตไม่ลดลงหากไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ตลอดจนปัจจัยหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชว่ามีความเพียงพอและทันต่อเหตุการณ์หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการลงทุนที่สูง หรือใช้ระยะเวลาที่นานจะยอมรับได้หรือไม่ การกำหนดราคาผลิตผลที่ค่อนข้างแพงชดเชยกับผลผลิตบางครั้งที่ได้ค่อนข้างต่ำได้สัดส่วนหรือรับได้หรือไม่ ผลตอบแทนจากการผลิตพืชอินทรีย์ที่ได้ไม่ควรต่ำกว่าการผลิตพืชในระบบ GAP ตลอดจนการมีตลาดรองรับที่แน่นอน ในราคาที่ค่อนข้างแพงมีความต่อเนื่องหรือไม่ ด้วยข้อเท็จจริงหลายประการดังกล่าวมาแล้ว สำหรับในสภาวะปัจจุบันการทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์อาจเป็นไปได้ระหว่าง 10 – 20% ของพื้นที่การผลิตพืชทั่วประเทศ

กล่าวได้ว่า การรักษาเสถียรภาพในการเป็นผู้นำในการผลิตพืชโดยเฉพาะเพื่อการส่งออกของไทยจำเป็นต้องมีการจัดการธาตุอาหารพืชอย่างบูรณาการ ไม่ยึดติดกับการใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ เพียงเพื่อให้ดินมีธาตุอาหารพืชอย่างสมดุลย์ และควรกำหนดเขตการผลิตพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์และเกษตรดีที่เหมาะสม ตลอดจนการทำความเข้าใจวิธีการผลิตทั้งสองแบบนี้ให้ชัดเจนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านดินเป็นหลักควบคู่กับชนิดของพืชที่เหมาะสม และการนำเข้ามาของธาตุอาหารพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม ควรจะให้ใกล้เคียงกับการที่ดินถูกพืชนำไปใช้ในรูปแบบของผลผลิตและจากการถูกชะล้าง และการกระทำดังกล่าวควรเป็นการอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพดิน ให้คงระดับผลผลิตโดยมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนด้วย

 

Powered by · Dimple