ดินสำหรับปลูกมันสำปะหลัง และการปรับปรุงดินปลูกมันสำปะหลัง

ดินสำหรับปลูกมันสำปะหลัง


การปลูกพืชทุกชนิดถ้าไม่มีการจัดการพืชที่ดี และไม่มีการปรับปรุงบำรุงดินให้ดี อาจทำ ให้ดินเสื่อมโทรมได้มากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดพืชที่ปลูก สภาพแวดล้อม และ วิธีการปฏิบัติมัน สำปะหลังก็เช่นกัน การปลูกโดย ไม่มีการวางแผนและการจัดการดินที่ดีอาจทำให้ ดินเสื่อมโทรมได้ สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ดิน เสื่อมโทรม คือ

  1. การปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันนานโดยไม่มีการ ปรับปรุงบำรุงดิน ไม่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และหรือปุ๋ยเคมีให้ มากพอในที่สุดดินจะจืดและขาดธาตุอาหารพืช เพราะธาตุ- อาหารในดินมีแต่จะถูกดูดใช้ออกไปจากดินทางเดียวไม่มีการ ใส่ชดเชยเข้ามา
  2. ปลูกมันสำปะหลังโดยมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี หรือใช้ทั้ง 2 อย่างแต่ใช้น้อยเกินไปไม่เพียงพอต่อปริมาณ ธาตุอาหารที่พืชดูดใช้ไปจากดิน
  3. ไม่มีการควบคุมการสูญเสียเนื้อดินและน้ำ หรือมี การควบคุมไม่ดีพอ ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินใน พื้นที่ทุกปีและเกิดการสูญเสียเนื้อดินดีๆ เช่น เม็ดดินเนื้อ ละเอียด อินทรียวัตถุ และธาตุอาหารพืชในดินอย่างต่อเนื่อง ทำให้หน้าดินตื้นลงเรื่อยๆ

การปรับปรุงดินเลวและการป้องกันรักษาดิน

จากสาเหตุ 3 ประการใหญ่ๆ ข้างต้นทำให้ดินที่ใช้ปลูก มันสำปะหลังในประเทศไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นดินเลว ที่มีคุณภาพต่ำ ขาดอินทรียวัตถุในดิน ขาดปุ๋ย ขาดดินเนื้อดี หรือเป็นดินทรายหรือดินร่วนทรายที่ขาดชีวิตชีวา ไม่อุ้มน้ำ ไม่กักเก็บปุ๋ยธรรมชาติหรือดูดยึดปุ๋ยเคมีที่ใส่ เกิดการชะล้าง และพังทลายได้ง่าย ทำให้ปลูกมันสำปะหลังแล้วได้ผลผลิต ต่ำถึงต่ำมาก ทั้งๆ ที่พืชชนิดนี้ถ้าปลูกให้ดีมีการดูแลรักษาดี มีการใช้ปุ๋ยและปรับปรุงดินดี อาจทำให้ผลผลิตหัวมันสดได้ สูงถึง 10 ตันต่อไร่ ซึ่งก็มีเกษตรกรบางรายสามารถทำได้ แล้วในบางพื้นที่ ไม่ใช่ได้ผลผลิตเฉลี่ยแค่ 2-3 ตันต่อไร่เท่านั้น ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ได้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำก็ เพราะคุณภาพดินนั่นเอง

การปรับปรุงดินเลวที่มีคุณภาพต่ำ จะต้องลงมือปฏิบัติ พร้อมๆ กับการป้องกันรักษาดินหรือการควบคุมสูญเสีย เนื้อดินออกไปจากแปลงปลูก ข้อนี้นับว่าเป็นมาตรการที่ สำคัญมาก ในทางปฏิบัติวิธีการปรับปรุงดินมันสำปะหลังให้ดี ขึ้นพร้อมๆกับการป้องกันการเสื่อมของดิน อาจปฏิบัติ ได้โดยวิธีการ ดังนี้

1. วิธีการปรับปรุงบำรุงดินเลวให้ดีขึ้น

ใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ทั้ง 2 อย่าง – ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและขาดปุ๋ยธรรมชาติ การใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวอาจช่วยเพิ่มผลผลิต มันสำปะหลังได้ดีแบบฤดูปลูกต่อฤดูปลูก แต่โดยทั่วๆไป ปุ๋ยเคมีที่ใช้จะไม่ตกค้างอยู่ในดินได้นานเกิน 1-2 ปี ทางที่ดี ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ โดยปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้นั้นยิ่ง ใช้มากเท่าไร่ยิ่งดี เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ฯลฯ หรือถ้าจะให้ดี อาจใช้ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า ฯลฯ มาหว่านลงใน ไร่ทันทีหลังจากมีฝนแรกตกลงมา แล้วปล่อยให้พืชที่จะใช้เป็น ปุ๋ยพืชสดโตตามธรรมชาตินานประมาณ 40-50 วัน จึง ไถกลบทิ้งไว้สัก 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้ต้นถั่วเน่าสลายแล้ว เตรียมดินปลูกมันสำปะหลังตามปกติ พร้อมกับมีการใช้ ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปด้วย วิธีการนี้นับได้ว่าเป็นวิธีการที่น่าจะดีที่ สุดสะดวกที่สุด และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดวิธีหนึ่ง

การใช้สารปรับปรุงดิน – ดินบางประเภทมีปัญหาทางด้านเนื้อดินที่ไม่จับ ตัวกันเป็นก้อน ไม่อุ้มน้ำ เกิดการชะล้างพังทลายง่ายหรือผิว หน้าดินอาจเกิดการแข็งตัวแน่นทึบหลังจากดินเปียกและแห้ง ตัวลง ปัญหาต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องมีการใช้สารปรับปรุงดิน เช่น ฟอสโฟยิปซั่ม เพื่อแก้ปัญหาการเกิดแผ่นแข็งบนผิวดิน ฯลฯ สารปรับปรุงดินในรูปปูนไลน์ (หินปูนต่างๆ เช่น ปูนโดโลไมท์ฯ) แร่ต่างๆ สำหรับมันสำปะหลังที่เป็นพืชไร่ มีราคาผลผลิตต่อหน่วยค่อนข้างต่ำและไม่แน่นอน จึงไม่ แนะนำให้ใช้

2. การป้องกันหรือลดการสูญเสียดินและน้ำ

นอกเหนือจากการปรับปรุงดินเลวที่ขาดความ อุดมสมบูรณ์และมีสมบัติอื่นๆ ไม่เหมาะสม ให้ดีขึ้นโดยวิธีการ ต่างๆ ข้างต้นแล้ว ในขณะเดียวกันควรมีการป้องกันหรือ ควบคุมความเสื่อมโทรมของดินไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอุด รูรั่วหรือป้องกันการสูญเสียเนื้อดินที่ดีรวมทั้งอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารพืชออกไปจากพื้นที่ปลูกด้วย เพราะมิฉะนั้น แล้วการปรับปรุงบำรุงดินโดยการ “เติม” ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ สารปรับปรุงดินหรือสารหลายๆ ชนิดอย่างผสมผสานกันอาจ ไม่ได้ผลดีในการปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้นภายในระยะเวลา อันสั้น หรืออาจไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลยแม้จะมีการปฏิบัติติดต่อกัน ยาวนาน เพราะการเติมปุ๋ยหรือสารต่างๆ เหล่านี้เข้าไปแล้วก็ จะเกิดการ “สูญเสีย” ออกไปจากพื้นที่จำนวนมาก พืชเอง ก็มีโอกาสดูดใช้ธาตุอาหารได้น้อย ทำให้เกิดผลไม่เต็มที่โดย ทั่วๆไป วิธีการป้องกันหรือควบคุมการสูญเสียเนื้อดินและน้ำ มีหลายวิธี แต่ในทางปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่

เตรียมดินให้ถูกวิธีโดยการไถพรวน และยกร่องตามแนวระดับขวางความลาดเท ซึ่งจากผลการ ทดลองพบว่า จะช่วยป้องกันการสูญเสียเนื้อดินได้ดีมาก นอก จากนั้น อาจปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่โดยไม่มีการไถพรวนดิน เลย โดยมีการใช้สารฆ่าหญ้าหรือสารควบคุมวัชพืชให้ดี จะมี ส่วนช่วยป้องกันการชะล้างดินและการไหลบ่าของน้ำได้ดี เช่นกัน

การปลูกพืชบางชนิดเป็นแถวขวางความ ลาดเทของพื้นที่ ซึ่งแถวของพืชที่แนะนำให้ปลูกสลับกับแถว มันสำปะหลังทุกระยะ 20-30 เมตร คือต้นหญ้าแฝกที่กรม พัฒนาที่ดินมีการแนะนำให้ปลูกป้องกันการสูญเสียดินและ น้ำอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ พืชชนิดนี้เป็นพืชที่มีระบบ รากลึก ทนแล้งได้ดี เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะแตกกอชิดกัน หนาแน่น แข็งแรง และแถวกำแพงพืชจะช่วยปะทะเพื่อลด แรงไหลบ่าของน้ำและดักตะกอนดินได้ดีมากทำให้เกิดการ สูญเสียดินและน้ำน้อยลงอย่างมาก

มันสำปะหลังที่ปลูกต้นฤดูฝน การสูญเสียดิน และน้ำ จะเกิดมากในช่วง 4-5 เดือนแรกหลังการปลูก ดังนั้น การใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ในระยะเริ่มแรกประมาณ 1 เดือนหลังปลูก จะช่วยทำให้มันสำปะหลังโตเร็วขึ้น ทำให้ เกิดการสร้างและการประสานกิ่งใบระหว่างต้น เพื่อปกคลุม ผิวดินหรือเพื่อรองรับแรงปะทะของน้ำฝนได้เร็วขึ้น ซึ่งจะ ทำให้เกิดการสูญเสียดิยและน้ำน้อยลงไปด้วย

โดยสรุป การปรับปรุงบำรุงดินเลวการป้องกันการ เสื่อมโทรมของดินควรปฏิบัติควบคู่กันไปแบบผสมผสาน ไม่ ควรเลือกปฏิบัติแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะจะทำให้ไม่ เกิดผลเต็มที่ หรืออีกนัยหนึ่งเมื่อมีการ “เติมเพื่อเพิ่ม” ให้กับ ดินก็ต้องมีการ “อุดเพื่อป้องกันการสูญเสีย” ของสิ่งที่เติม หรือเนื้อดินที่มีอยู่แล้วเดิมด้วย จึงจะทำให้ดินนั้นมีสมบัติ คงเส้นคงวาอย่างยั่งยืนหรือดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ

ที่มา :
สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12
กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม 10900
โทร 0-2579-8515 

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

Powered by · Dimple