หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้มีพระราชดารัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ไว้ตอนหนึ่งว่า

“…พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคาว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทาอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น…”

พระราชดารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

ที่มา:มูลนิธิชัยพัฒนา http://www.pcru.ac.th/kings/project4.php.

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ได้รับการเชิดชูสูงสุด จากองค์การสหประชาชาติ (UN)โดยนายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล The Human Development Lifetime Achievement Award แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 26 พฤษภาคม 2549 และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง สู่หมู่บ้าน และสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ โดยที่องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก 166 ประเทศยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน

แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 นี้ นับว่าเป็นแนวคิดสาคัญที่สุดในการสอนคน ซึ่งนามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งคานิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน คือ

  1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
  2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุป๎จจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานั้น ๆ อย่างรอบคอบ
  3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

เงื่อนไข การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

  1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนาความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
  2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความชื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความพากเพียร ใช้สติป๎ญญาในการดาเนินชีวิตแนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

แนวทางการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับประเทศมีแนวทางดังนี้

  • ระดับบุคคล
    • รู้จัก “พอ” ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
    • พยายามพัฒนาทักษะ ความรู้ ความเข้มแข็งของตนเอง
    • ยึดทางสายกลาง พอใจกับชีวิตที่พอเพียง
  • ระดับชุมชน
    • รวมกลุ่ม ใช้ภูมิป๎ญญาของชุมชน
    • เอื้อเฟื้อกัน
    • พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ
  • ระดับประเทศ
    • ชุมชนร่วมมือกัน
    • วางระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง
    • พัฒนาเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป
    • เติบโตจากข้างใน

แนวทางการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

แนวทางการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีดังนี้

  • ยึดหลักสามพอ พออยู่ พอกิน พอใช้
  • ประหยัด
  • ประกอบอาชีพสุจริต
  • เน้นหาข้าวหาปลาก่อนหาเงินหาทอง
  • ทามาหากินก่อน ทามาค้าขาย
  • ใช้ภูมิป๎ญญาพื้นบ้าน ที่ดิน คืนทุนสังคม
  • ตั้งสติมั่นคง ทางานอย่างรู้ตัวไม่ประมาท
  • ใช้ป๎ญญาใช้ความรู้แท้
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงทั้งกายและใจ

แนวทางการประกอบอาชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

  • ทางานอย่างผู้รู้ ใช้ป๎ญญาทางานอย่างมืออาชีพ
  • อดทนมุ่งมั่น ยึดธรรมะและความถูกต้อง
  • อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย ประหยัด
  • มุ่งประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นสาคัญ
  • รับฟ๎งความคิดเห็นของผู้อื่น
  • ตั้งใจ ขยันหมั่นเพียร
  • สุจริต กตัญญู
  • พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดี และคนเก่ง
  • รักประชาชน (ผู้รับบริการ)
  • เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

สรุปได้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความสาคัญอย่างมากในการพัฒนาคนได้ ทั้งการพัฒนาระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับประเทศชาติ โดยยึดหลัก 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งถ้านาไปปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วทุกคนในชาติหรือในระดับโลกจะเป็นบุคคลที่มีจิตสาธารณะที่มองเห็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และจะนามาซึ่งความสงบสุขของคนในสังคม

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการศึกษา

ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานในพิธีได้ แสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เศรษฐกิจ พอเพียงกับการศึกษา” เพื่อประโยชน์ต่อ นักเรียน ครู อาจารย์ ผู้บริหารสถาน ศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็น ปรัชญาที่พระราชทานให้คนไทยใช้เป็นหลักคิดและหลัก ปฏิบัติในการดาเนินชีวิต เพื่อให้เกิดสมดุลในชีวิต ในครอบครัว ในโรงเรียน ในประเทศ โดยตั้งสมมุติฐาน ที่ว่าทุกสิ่งอนิจจัง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง ทั้งป๎จจัยที่เปลี่ยนแปลงมาจากนอกประเทศ กับในประเทศ นอกโรงเรียนกับในโรงเรียน นอกครอบครัวกับในครอบครัว

แล้วทรงชี้ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบ 4 ด้านด้วยกัน คือ ด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และทางวัฒนธรรม ผลกระทบทางวัตถุ อาจจะหมายถึงทางเศรษฐกิจทางการเงินก็ได้ ส่วนผลกระทบ ทางสังคม ให้นึกถึงความเข้มแข็งของโรงเรียนของท่าน ที่ไม่มีเด็กติดยาเสพติด เลย หมายถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ สังคมของโรงเรียนเข้มแข็ง หรือพูดถึงครอบ ครัวครูที่ไม่มีหนี้เลย ก็หมายถึงว่าสังคมครอบครัวเข้มแข็ง ส่วนผลกระทบทางสิ่ง แวดล้อมที่ชัดเจนคือเรื่องความสะอาด ความมีวินัย เช่น การรักษาต้นไม้ การปลูก ต้นไม้ให้เด็กได้ร่มในโรงเรียน ห้องส้วมสะอาด ขณะที่ผลกระทบทางวัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมจากนอกประเทศที่จะเข้ามาทาลายวัฒนธรรมไทย จึงต้องรักษา วัฒนธรรมของเราให้เข้มแข็ง

“คุณธรรม” รากเศรษฐกิจพอเพียง

ภูมิคุ้มกันในตัวเราที่ดีก็คือ empowerment คือ ทาให้เข้มแข็ง เข้มแข็งทางการเงิน ก็คือว่า ครอบครัวต้องมีเงินออม ไม่ใช่มีหนี้ ถ้ามีหนี้ก็คือ เป็นเรื่องของ ความอ่อนแอ แต่ถ้ามีเงินออมมากก็เป็นเรื่องของความเข้มแข็ง โดยมีเงื่อนไข สาคัญคือเรื่องคุณธรรม เพราะการที่คนขี้โกง เอาเงินไปใช้แล้วก็ประสบความสุข ความร่ารวย ซึ่งผิดกับหลักการดังกล่าว เพราะผิดเงื่อนไข คือ เรื่องคุณธรรม โรงเรียนไหนจะเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ จะต้องไปสร้างคุณธรรมใน โรงเรียนก่อน ตั้งแต่ผู้อานวยการลงไปถึงภารโรง เด็กทุกคน ครูทุกคน ต้องมี คุณธรรม

โรงเรียนต้องพร้อมทางานหนัก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดารัสว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และ ปฏิบัติตน ของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการ พัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงต้อง การให้เราจนอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่ใช่ให้เราปิดประเทศ แต่มีคนเข้าใจผิดเยอะ มาก เพราะความจริงแล้วเป็นแนวทางปฏิบัติตนสาหรับประชาชนทุกระดับ โดยยึด ทางสายกลางให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ได้บอกว่าให้เราเอาปรัชญานี้ไป ใช้แล้วก็ หงอย จ๋อย อยู่นั่น ตรงกันข้ามต้องกระตือรือร้น ต้องทางานหนัก ถ้าจะ เอาปรัชญานี้ไปใช้ ต้องถามตัวเองก่อนว่า โรงเรียนของท่านพร้อมจะทางานหนัก หรือไม่

3 องค์ประกอบ บันไดสู่เป้าหมาย

องค์ประกอบของความ พอเพียงมี 3 องค์ประกอบ คือ

  1. ความพอประมาณไม่สุดโต่ง จะลง ทุน จะซื้อของ ต้องพอประมาณ
  2. ต้องมีเหตุผลอธิบายได้
  3. ต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยน แปลงทั้งภายนอกภายใน

เรามีเงินงบประมาณอยู่ก้อนหนึ่ง เรา ต้องการจะทาห้องแล็บ คอมพิวเตอร์ จะลงทุนเท่าไหร่ดี คาถามแรกคือ มีเหตุผล ไหมที่จะต้องทาคอมพิวเตอร์ใหม่ ถ้ามีก็โอเค แล้วเราจะใช้งบประมาณสักเท่าไหร่ ถึงจะพอประมาณ และจะเหลืออีกเท่าไหร่ ส่วนความพอประมาณ ก็คือความพอดี พอเหมาะต่อความจาเป็น พอควรแก่อัตภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยมี พระราชดารัสว่า “พอเพียงของฉันคือพอควรแก่อัตภาพ ถ้าเขาเป็นเศรษฐีแสน ล้าน เขาจะซื้อกระเป๋าถือ 30,000 บาท เรื่องของเขา แต่เรามีเงิน 12,000 บาท แล้วเราจะไปซื้อกระเป๋า 3,000 บาท อันนี้ไม่พอควรแก่อัตภาพ แล้ว”

สร้างภูมิคุ้มกันให้โรงเรียน

ระบบภูมิคุ้มกันทางด้านวัตถุ ด้านธุรกิจ ฐานะการเงิน ภูมิคุ้มกันด้านสังคมครอบครัวเข้มแข็ง โรงเรียนเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง หมายความว่าภูมิคุ้มกันเราดี ใครจะเอายาเสพติดมาขาย หน้า โรงเรียน นักเรียนเราก็ไม่รับ เพราะว่าเราสร้างภูมิคุ้มกันสังคมตรงนี้ไว้ดีมาก เรา สร้างสานึกไว้ดีมากให้แก่นักเรียนทุกคนตลอดเวลา

อันนี้คือภูมิคุ้มกัน ต่ออบายมุขทั้งหลาย ภูมิคุ้มกันต่อเหตุร้ายทั้งหลาย ไม่ตกเป็นเหยื่อของอบายมุข มีความรักสามัคคีกันในโรงเรียน เกื้อกูลกัน ภูมิคุ้มกันด้านสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน คือ มีความรู้วิชาการด้านสิ่งแวดล้อม โรงเรียนสตรีภูเก็ต เป็นตัวอย่างของการนา เอาพฤกษศาสตร์เข้าไปในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งเป็นการสร้างภูมิ คุ้มกัน หรือความเข้มแข็งทางด้านสิ่งแวดล้อม แล้วนามาถ่ายทอดทางด้านวิชาการได้

สิ่งแวดล้อมโรงเรียน

เรื่องสิ่งแวดล้อมโรงเรียน อยาก ฝากไว้ 2 เรื่อง คือ

  1. เรื่องความปลอดภัยในสิ่งแวดล้อม โรงเรียน ในอดีตเคยมีข่าวเรื่องกาแพงพังทับนักเรียนตาย บาง โรงเรียนเลี้ยงจระเข้ไว้แล้วผู้ปกครองไปฟูองศาลก็มีมาแล้ว เราต้องนึกถึงเรื่อง ความปลอดภัยในโรงเรียนก่อน
  2. เรื่องความสะอาด และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม คนเป็น ผอ.โรงเรียน มีหน้าที่ต้องเดิน ดูโรงเรียนอย่างน้อยวันละ 2 รอบ ดูห้องน้า ดูรั้วโรงเรียนตรงไหนมันหัก มันพัง มัน ผุ ต้นไม้ต้นไหนจะหักมาทับนักเรียนหรือไม่ รวมถึงความปลอดภัยในส่วนของบ่อ น้า สระน้า เพราะเด็กไทยจมน้าตายเป็นหนึ่งใน 3 ของสาเหตุการเสียชีวิตของเด็ก ไทยในทุกปี ขณะที่ภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม ทุกโรงเรียนมีหน้าที่สาคัญต่อประเทศ ชาติอย่างมาก จะต้องทาให้เด็กทุกรุ่นศรัทธาและมั่นคงในวัฒนธรรมไทย ในขณะ เดียวกันต้องเข้าใจและเป็นมิตรต่อวัฒนธรรมอื่น เพื่อความเป็นไทย และความเป็น คนไทยจะได้ยั่งยืน
  3. เงื่อนไขหัวใจหลัก
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง มีพระราชดารัสถึง แนวทางการนาหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ผลดี ว่ามี 3 เงื่อนไข คือ

    1. หลักวิชา โดย พระองค์ท่านจะทาอะไร ทรงอาศัยหลักวิชาเสมอ ไม่ได้ทาตามอารมณ์ ไม่ได้ทา ตามกระแส ไม่ได้ตัดสินใจตามผลประโยชน์ของใคร แต่ใช้หลักวิชาเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน การทาอะไรจะต้องทาวิจัยให้แน่ก่อน ก่อนที่จะเผยแพร่ ให้ราชการนาไปเผยแพร่ต่อ แต่ของประเทศเราไม่ จะทาอะไรทุกจังหวัดทาเหมือน กัน 40,000 โรงเรียนทาเหมือนกันซึ่งไม่ใช่
    2. เงื่อนไข คุณธรรม ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต
    3. เงื่อนไขในการดาเนินชีวิต ต้องรอบรู้ ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน เรื่อง ความเพียร

สร้างเด็กเน้นดี-เก่ง

สาหรับผลข้อ 2. การระเบิดจาก ข้างใน คือ เวลาจะไปพัฒนาท้องถิ่นไหน ต้องทาให้ประชาชนที่นั่นเก่ง ไม่ใช่เอา ความเจริญจากข้างนอกไปพอก ในโรงเรียนก็เช่นกัน สิ่งที่เราจะทาให้เปิดจากภาย ใน คือ ทาให้นักเรียนทุกคนเป็นเทวดาให้ได้ คือทาให้เป็นคนดี คนเก่ง การจะไป พัฒนาโรงเรียน แต่เด็กจน ไม่มีอาหารกลางวันกิน เด็กจะเรียนได้อย่างไร ถามว่า เด็กที่หิวมากๆ จะเรียนรู้ เรื่องหรือ เพราะฉะนั้นถ้าจะพัฒนาโรงเรียนต้องถามก่อน ว่าเด็กสุขภาพเป็นอย่างไร การกิน การอยู่ พอไหม มีความทุกข์หรือเปล่า การจะ พัฒนาอะไรต้องเริ่มต้นจากสิ่งจาเป็นที่สุดของประชาชนเข้ามาก่อน ได้แก่ สุขภาพ สาธารณสุข จากนั้นจึงเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิ่งจาเป็นในการประกอบ อาชีพตามมา

รู้-รัก-สามัคคี

วิธีทรงงานของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว คือ ทาให้ง่าย อย่าทาให้ซับซ้อน มี นักบริหารบางคนทาเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่มีนักบริหารหลายคน ทาเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก คนบางคน มองทุกป๎ญหามีทางออก แต่ก็มีบางคน มองทุกทางออกมีป๎ญหา ไม่ติดตารา ใช้อธรรม ปราบอธรรม ปลูกปุาในใจคนก่อน และต้องมุ่งประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก

การมีส่วนร่วม ขาดทุนคือกาไร การบริหารรวมที่จุดเดียว ทรงมีพระราช ดาริให้บริหารเป็นการบริการด้วยและบริหารที่จุดเดียว บริการที่จุดเดียว บริหาร แบบเบ็ดเสร็จ ทั้ง 2 ระดับทั้งระดับบริหาร และระดับบริการ

สุดท้ายคือ รู้ รักสามัคคี ส่วนมากเราจะพิมพ์ติดกัน 3 ตัว แต่ความจริงความหมายมันแยกกัน คือ

  • รู้- การที่เราจะลงมือทาสิ่งใดนั้น เรา ต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงป๎ญหา และรู้ถึงวิธีแก้ป๎ญหา
  • รัก- เมื่อเรารู้ครบถ้วนกระบวนความแล้ว จะต้องมีความรัก

การพิจารณาที่จะเข้าไปแก้ไขป๎ญหานั้นๆ ต้องเกิดฉันทะในนั้น พอรู้หมด รู้วิธีแก้ป๎ญหาแล้วท้อ ฝืนทาก็ไม่ได้งาน แต่เมื่อรู้ป๎ญหาแล้ว ต้องสร้าง ฉันทะ สามัคคี-หลังจากนั้น แล้วพอจะลงมือทา

การลงมือปฏิบัตินั้น ควรคานึงเสมอว่า เราจะทาคนเดียวไม่ได้ เราต้องทาร่วมกันเป็นองค์กร เป็นหมู่คณะ จึงจะมีพลัง จะแก้ป๎ญหาให้ลุล่วงไปได้ ด้วยดี

ครูกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ครูท่านหนึ่งได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับครูในป๎จจุบันไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในการจัดการเรียนรู้ในป๎จจุบันครูมีบทบาทสาคัญมากขึ้นไม่เพียงแต่เป็นผู้สอนให้ความรู้แก่เด็กๆแต่ครูควรเป็นผู้ที่ทาตนเป็นแบบอย่างในด้านการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งป๎จจุบันสังคมตราหน้าว่าครูเป็นหนี้ ครูใช้ชีวิตไม่พอเพียง นั่นก็เป็นเพียงบางส่วนของครูที่มีภาระมากล้น จนไม่สามารถแก้ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจของชีวิตตนเองได้ หลายคนบอกว่าเป็นเพราะครูใช้ชีวิตอย่างฟุุมเฟือย ทาตัวตามสบายมีอะไรให้กู้ก็กู้หมดจนมีหนี้สินมากมาย แต่ในมุมมองของคนที่มีอาชีพนี้มายาวนาน ได้มองเห็นว่าเพราะคุณครูมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากมาย รวมทั้งครูต้องรักษาภาพลักษณ์ของความเป็นตัวตนของคนที่จะต้องดูดีในสายตาของศิษย์ ครูจึงทาตัวตกต่าหรือทาตัวแย่ๆไม่ได้ ขณะที่เงินเดือนครูไม่มากมาย แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่รุมล้อมมากมายแล้วครูจะไม่เป็นหนี้ได้อย่างไรข้อนี้ก็น่าคิดมาก

ก็เลยขอเสนอแนวคิดที่ว่าแม้ครูจะมีหนี้สิน แต่ในทางการดาเนินชีวิตหากครูรู้จักนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับตนเองรู้จักการดาเนินชีวิตอย่างพอเพียงไม่ฟุูงเฟูอฟุุมเฟือย คิดว่าหนี้สินของครูคงค่อยๆหมดไป วิถีหนึ่งที่อยากเสนอแนะเพื่อการดาเนินชีวิตที่เหมาะสม นอกจากอ้างอิงแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านแล้ว ..คงไม่พ้น.. การรู้จักตนเอง หากครูรู้จักตนเอง อะไรๆที่เป็นป๎ญหาก็จะค่อยๆหมดไป หนทางแห่งป๎ญหาส่วนตัวครูต้องรู้จักการคิดแก้ไข เมื่อป๎ญหาส่วนตัวคลี่คลาย การปฏิบัติหน้าที่ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยเหลือเด็กๆก็จะทาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การจะจัดการเรียนการสอนให้ได้ดีนั้นครูคงต้องจัดการกับป๎ญหาส่วนตัวให้ค่อยคลี่คลายไปด้วยดีเสียก่อน เมื่อป๎ญหาส่วนตนค่อยคลี่คลายหรือค่อยๆหมดไป ก็มาเรียนรู้ว่าจะชี้แนะแนวทางให้เด็กๆที่เป็นศิษย์ของตนดาเนินชีวิตไปได้อย่างไรจึงจะถูกทาง ท่ามกลางป๎ญหาทางเศรษฐกิจที่รุมล้อม ครูควรนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริมให้นักเรียนนาไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น สิ่งสาคัญในการนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ห้องเรียน นอกจากครูทาความเข้าใจในทฤษฎีให้ถูกต้องชัดเจนดีแล้ว สิ่งสาคัญอีกอย่างก็คือความจริงใจกับศิษย์ หากครูมีความจริงใจ หมั่นคิดหาวิธีการที่จะถ่ายทอดให้เหมาะกับสภาพความเป็นอยู่ของเด็กๆการนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชั้นเรียนโดยอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ จริงใจ และนามาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมย่อมนาซึ่งความสาเร็จ….ใครมีแนวคิดดีๆที่จะนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชั้นเรียนโดยวิธีที่สามารถปฏิบัติได้จริง….ขอความกรุณาช่วยเสนอแนวคิดเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่กันและกัน

การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การจัดการเรียนรู้ครูสามารถสอดแทรกสาระเศรษฐกิจพอเพียงในหลักสูตรและสาระการเรียนรู้ในห้องเรียน และการประยุกต์หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนอกห้องเรียน จึงจาเป็นต้องมีกระบวนการหล่อหลอมให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง มีความเชื่อมั่น เห็นประโยชน์และสามารถนาหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้อาทิเช่น

  • การระดมความคิดเห็นเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนตามแนวพระราชดาริเศรษฐกิจพอเพียง
  • การจัดการเรียนการสอน และการสร้างองค์ความรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
  • การจัดนิทรรศการ การสาธิต และตัวอย่างของความสาเร็จตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
  • การจัดการ การผลิต/การบริโภค ในโรงเรียน/ชุมชน ให้เกิดความพอเพียง และสมดุล กินพอดี อยู่พอดี เช่น โครงการอาหารกลางวัน การส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์/เกษตรผสมผสาน บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง การรักษาสมดุลของสังคม และธรรมชาติ
  • การพัฒนาอาชีพ/สร้างรายได้เสริม โดยประยุกต์ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือโดยการพัฒนาเทคโนโลยีทีเหมาะสม หรือ ต่อยอดกับภูมิป๎ญญาท้องถิ่น
  • การจัดการ และการจัดระบบองค์กรความร่วมมือทางการเงิน การผลิต การตลาด เช่น การทาบัญชีรายรับ – รายจ่าย – เงินออม การบริหารจัดการการเงินออมให้ได้ดอกผล การจัดตั้งสหกรณ์รูปแบบต่าง ๆ การจัดตั้งธนาคารโรงเรียน เป็นต้น
  • การจัดการ (รักษา/ฟื้นฟู) ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขยะ ทั้งในโรงเรียนและในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยใช้หลักวิชาการ ความประหยัด ความรอบคอบ
  • การจัดการระบบพลังงานของโรงเรียน/ชุมชน ให้สามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น (ประหยัด ผลิตเอง/ทดแทน)
  • การอนุเคราะห์เกื้อกูล ช่วยเหลือ คนยากจน ผู้ด้อยโอกาส (เช่น ผู้ปุวยโรคเอดส์ เด็กกาพร้า เด็กยากจน)ในสังคม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • การสร้างจิตสานึก รักท้องถิ่น รักชุมชน เช่น การรักษา/ฟื้นฟู ประเพณี วัฒนธรรมไทย ภูมิป๎ญญาท้องถิ่น สถานที่สาคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน
  • การจัดทาแผนการเรียนรู้ที่นาคุณธรรม 8 ประการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ ใช้ในการเรียนการสอน ได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ สะอาด วินัย สุภาพ สามัคคี มีน้าใจ
  • การสร้างจิตสานึกรักชาติ – ศาสน์ – กษัตริย์ เช่น รณรงค์การเห็นคุณค่าของสินค้าไทย การเรียนรู้ประวัติ ความเป็นมาของชาติ ความสาคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ การเข้าร่วมในกิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ การเรียนรู้คาสอนในศาสนา การฝึกปฏิบัติธรรม เป็นต้น

โดยการจัดการเรียนรู้ผ่านการบูรณาการในสาระการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ ตลอดจนสอดแทรกในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นนามธรรมมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม และสะดวกต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ครูตัวอย่างดาเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ครูตัวอย่างที่ดาเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในที่นี้คือคุณครูพรรณา แสงนภาเพ็ญ ซึ่งมีการดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับการอบรมเลี้ยงดูและแบบอย่างที่ดีจากคุณแม่ ทาให้ครองตนโดย รู้จักประมาณตนรู้จักใช้เหตุผลพิจารณาทุกเรื่องอย่างมีสติรอบคอบ มีภูมิคุ้มกันที่ดีโดยเฉพาะการเป็นคนขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ อดทน รู้จักคิดสร้างสรรค์ ประหยัด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เป็นคนใฝุรู้ ช่างสังเกต และมีคุณธรรม

มีการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนาวิธีการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ตามพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาประยุกต์ใช้เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจนประสบความสาเร็จในการสอนแบบโครงงานคุณธรรม ผลงานเด่นในการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีการศึกษา 2549 เป็นที่ปรึกษาเยาวชนทาดีถวายในหลวง โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ โครงงานเสียงเพลงเสียงธรรมตามรอยพระยุคลบาท ของกลุ่มสุจริตไตรทวารได้รับรางวัลเหรียญทองดีเด่นระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปีการศึกษา 2550 เป็นที่ปรึกษาโครงงานคุณธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับรางวัลชนะเลิศระดับเขตพื้นที่การศึกษาและรางวัลเหรียญทองระดับภาค

ท่านที่สองคุณครูจรรยา ธนะนิมิตรได้รับรางวัล “ครูเกียรติคุณ” ผู้ตามรอย “ครูแห่งแผ่นดิน” โครงการเชิดชู “ครูเกียรติคุณ” ผู้ตามรอย “ครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งครูจรรยาเกิดแนวคิดที่ว่า ครูต้องมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูต้องทุ่มเทเสียสละเพื่อช่วยเหลือดูแลศิษย์อย่างต่อเนื่องทุกด้าน ทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนหันมาทากิจกรรมดีๆเพื่อสังคมถึงจะต้องเหนื่อยและบางครั้งต้องเสียสละทั้งเวลาและทรัพย์สินเงินทอง แต่ผลที่ปรากฏคือ เด็กและเยาวชนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งด้านความประพฤติ คุณธรรมจริยธรรม การละอายต่อบาป ซึ่งจะส่งผลไปถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นและจะส่งผลถึงคุณภาพของบุคคลากรของประเทศชาติในอนาคต

สรุปได้ว่าครูควรต้องดารงชีวิตให้เป็นแบบอย่างทั้งด้านการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม การครองตนและครองงานให้มีคุณค่าบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “ การมีชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับคุณค่าของคน”ผู้ประสบความสาเร็จในชีวิตการงาน และครอบครัว ย่อมรับใช้ผู้อื่นได้ดี มีจิตใจกว้างขวาง ไม่ติดยึดกับตาแหน่งและอานาจ การมีวินัยในตนเอง และการแบ่งเวลาเป็น ทาให้คนเราสามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงของเราก็อาจมีค่ามากกว่าหนึ่งวันของผู้ที่ไม่มีวินัยในตนเอง ประกอบกับการดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน การพิจารณาตนเองอยู่เสมอ และไม่มีทิฐิพร้อมที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเองและแก้ไขให้ถูกต้อง ก็จะเกิดความผิดพลาดในชีวิตน้อยที่สุด”

ที่มาจาก : ดร.สิรินภา กิจเกื้อกูล

 

 

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

Powered by · Dimple