การเตรียมแปลงเพาะต้นไม้สัก

การเพาะต้นไม้สัก, การเตรียมแปลงต้นไม้สัก


การจัดหาและการเตรียมพื้นที่แปลงเพาะนับว่ามีความสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการปลูกสร้างสวนป่าไม้สัก  แปลงเพาะถาวรที่มีการผลิตกล้าไม้เป็นปริมาณมาก  ควรจะมีพื้นที่กว้างขวาง  และมีอุปกรณ์เฉพาะอย่างเพียงพอ  โดยเฉพาะเครื่องจักรกลต่าง ๆ  หรืออาจจะเป็นในรูปกึ่งแรงงานกึ่งเครื่องจักร  (semi-mechanisation)  ก็ได้  แต่หากเป็นศูนย์เพาะชำขนาดใหญ่จริง ๆ  ควรจะเป็นในรูปแบบของการใช้เครี่องจักรกลอย่างสมบูรณ์แบบ  (full – mechanisation)  ทั้งนี้เพราะ

1)  ระยะเวลาในการเตรียมแปลงเพาะมีอยู่อย่างจำกัด  ส่วนมากมักเตรียมกันระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน  เนื่องจากเมล็ดสักควรหว่านให้เสร็จสิ้นก่อนที่ฝนแรกของฤดูมรสุมจะมาถึง  ซึ่งเป็นระหว่างปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม

2)  แปลงเพาะมาตรฐานจะมีความกว้างอยู่ระหว่าง 1.0 – 1.20 ม. ส่วนความยาวไม่จำกัด  ซึ่งสามารถใช้รถแทรกเตอร์ล้อยางพ่วงเครื่องมือยกแปลงเพาะช่วยยกแปลงเพาะแทนคนได้

3)  การใช้เครื่องมืออื่น ๆ ต่อเนื่องจากการยกแปลงเพาะก็สามารถทำได้  เช่น เครื่องมือทำแนวและหยอดเมล็ด  (drill – sowing machine)  และเครื่องมือขุดกล้าสัก  (lifting machine)  เพื่อต้องการนำกล้าสักไปปลูกหรือไปเก็บรักษาไว้ก่อนฤดูกาลปลูก

การพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งแปลงเพาะนั้น  สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ  แหล่งน้ำ  ถนน  แรงงาน  ความสะดวกในการขนส่ง  ไฟฟ้า  แหล่งเก็บเมล็ด  รวมทั้งเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำรงชีพของพนักงานเจ้าหน้าที่พอสมควร

แหล่งน้ำที่แน่นอนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  เพราะจะต้องใช้น้ำเกือบตลอดฤดูกาล  แหล่งน้ำควรจะมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะให้น้ำได้เท่ากับน้ำฝน  4 – 8 นิ้วต่อเดือน  คุณภาพน้ำก็เป็นสิ่งจำเป็น  พบว่าถ้าน้ำมีแคลเซียม  (Ca)  500 ส่วนในล้านส่วน  (ppm)  มักจะเพิ่ม  pH  ของดินให้สูงขึ้น  เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเน่าคอดิน  (damping – off)  และโรครากเน่า  น้ำที่มีแคลเซียมคาร์บอเนต  (CaCO3) 100 ส่วนในล้านส่วน  ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน  น้ำที่มีตะกอนปนอยู่มาก  หรือน้ำที่ขุ่นมักจะอุดรูตามผิวดิน  ทำให้การระบายอากาศไม่มี  และอาจทำให้กล้าไม้เป็นโรคได้ง่าย  น้ำที่มีดินตะกอนหรือสาหร่ายปนอยู่อาจทำให้หัวฉีดของ  sprinkler  อุดตันได้  ฉะนั้นการรู้ถึงคุณภาพของน้ำเสียก่อนจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับแปลงเพาะได้

ลักษณะของพื้นที่ที่จะใช้ทำแปลงเพาะ  ไม่ควรมีการไหลบ่าของน้ำหน้าดินหรือการพังทะลายของดินได้ง่าย  ความลาดชันของพื้นที่ไม่ควรเกิน 2%  หรือ 3%  และราบเรียบอย่างสม่ำเสมอไม่ทำให้น้ำขังอยู่ได้หลังฝนตก

ดินควรจะมีเนื้อดินสม่ำเสมอ  ดินแปลงเพาะที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายละเอียดถึงหยาบ  (fine to coarse sandy loam)  ลึกลงไป 45 ซม.  หรือกว่านั้น  อาจมีชั้นดินแข็งที่ยังมีการซับน้ำได้ดีอยู่ก็ใช้ได้  แต่ถ้าชั้นดินแข็งอยู่ลึกไม่ถึง  35  ซม.  ก็ไม่เหมาะสม

ดินที่มีอณูดินเส้นผ่าศูนย์กลาง  0.05  มม.  ระหว่าง  15 – 25%  โดยน้ำหนักถือว่าเหมาะสม  เม็ดดินขนาดนี้มักจะยังแขวนลอยอยู่ภายหลังเขย่าดินกับน้ำประมาณ 60 ครั้ง  แล้วตั้งทิ้งไว้ 60 วินาที  เม็ดดินขนาดใหญ่กว่านี้จะตกตะกอนลงไปก่อน  pH  ของดินแปลงเพาะเมล็ดไม้สักควรอยู่ที่ระดับ 7  และเป็น  alluvial  soil  ลึกไม่น้อยกว่า 30 ซม.  เกี่ยวกับดินนี้มีข้อควรคำนึงอยู่บ้างคือ  ดินเนื้อหยาบ  การระบายน้ำจะดี  และการปฏิบัติต่อดินก็ง่ายกว่าดินเนื้อละเอียด  การพัฒนาของระบบรากพืชก็ดีกว่า  ส่วนดินที่เนื้อหยาบมากเกินไป  เนื้อดินเกาะกันหลวมมาก  มีอินทรีย์วัตถุน้อย  และความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ  ก็ไม่เหมาะสมจะใช้ทำแปลงเพาะ

เมื่อเลือกพื้นที่แปลงเพาะที่เหมาะสมได้แล้ว  ก็ถึงเรื่องของการเตรียมพื้นที่แปลงเพาะ  ในพื้นที่ที่เปิดใหม่  ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการตัดถางไม้ออก  แล้วสุมเผา  เก็บริบ  ทำความสะอาดพื้นที่  ในพื้นที่บางแห่งอาจต้องทำการกำจัดวัชพืชด้วยยาฆ่าหญ้า  (weedicides)  แล้วจึงเผา  จากนั้นก็ทำการไถดะเพื่อพลิกดิน  ตากดินไว้ระยะหนึ่ง  แล้วทำการไถแปร  หรือไถพรวน  เพื่อทำให้ดินร่วนซุย  แล้วคราดให้ดินสม่ำเสมอกัน  ดินแปลงเพาะแห่งใดที่มีดินค่อนข้างเหนียวมาก  จะต้องใช้ทรายผสมขี้เลื่อยหรือปุ๋ยคอกผสมแกลบหรือเปลือกถั่วผสมคลุกเคล้าลงไปให้ทั่วพื้นที่ด้วย  เพื่อเพิ่มความพรุนของดิน  ทำให้ดินมีการระบายน้ำดีขึ้น  นอกจากนั้นหากดินมี  pH  ต่ำ  อาจต้องใส่ปูนขาวหรือขี้เถ้าแกลบลงไป  เพื่อลดความเป็นกรดของดินลง  เมื่อเตรียมดินดีแล้วก็ทำการยกร่อง โดยแรงคน  (สำหรับแปลงเพาะชำขนาดเล็ก)  หรือโดยใช้รถแทรกเตอร์  (สำหรับแปลงเพาะชำขนาดใหญ่)  ความกว้างของแปลงขนาดมาตรฐานคือ  1.20 เมตร  ยกสูงจากพื้นปกติประมาณ 30 ซม.  อาจต้องใช้แรงคนช่วยตบขอบแปลงเพาะให้แน่นหรือกั้นด้วยแผ่นไม้ไผ่สับก็ได้

ศูนย์เพาะชำขนาดใหญ่ควรแบ่งพื้นที่แปลงเพาะออกเป็น  3  ส่วน  สำหรับ  3 รอบการใช้งาน (rotations)  เพื่อเว้นระยะสำหรับการปรับปรุงดิน  แปลงที่ 1  เมื่อเพาะไปแล้วจะถอนเหง้าได้ในปีถัดไป  ดังนั้นปีที่ 2  จึงต้องใช้แปลงที่ 2  ส่วนแปลงที่ 1 จะทำการปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มความโอชะของดินเป็นเวลา 1 ปี เป็นอย่างน้อย  ปีที่ 3 ก็ใช้แปลงที่ 3 ต่อไป

การปรับปรุงดินก็เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชลงในดิน  อาจทำได้โดยการเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงไป  ซึ่งอินทรีย์วัตถุนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของดินทีเดียว  เพราะนอกจากจะทำให้โครงสร้างทางฟิสิกส์ของดินดีขึ้นแล้วยังเพิ่มแร่ธาตุต่าง ๆ ที่พืชต้องการในดินด้วย  เช่น  ไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  โปแตสเซี่ยม  แมกนีเซียม ฯลฯ

แหล่งที่มาของอินทรีย์วัตถุในดินมาจาก  3  แหล่งใหญ่ คือ

1)      พืชคลุมดิน  (cover crops)  เป็นการปลูกพืชตระกูลถั่วลงไปเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุ

แล้วไถกลบเมื่อถึงฤดูกกาลเตรียมพื้นที่

2)  อินทรีย์วัตถุสด  (fresh organic residues)  เป็นการนำเอาอินทรีย์วัตถุสด  เช่น  มูลสัตว์  มาใส่ลงในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปลูกพืช  แล้วปล่อยให้ผุสลาย  (decompose)  ในพื้นที่แปลงเพาะ

3)  ปุ๋ยหมัก  (composts)  นำอินทรีย์วัตถุมายังแปลงเพาะ  ทำให้เป็นปุ๋ยแล้วใส่ลงในดินแปลงเพาะ

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

One Response to “การเตรียมแปลงเพาะต้นไม้สัก”

  1. เป็นบทความที่ดีมากๆ อ่านแล้วได้ความรู้ดีๆอีกเยอะแยะเลย

Powered by · Dimple