พืชสมุนไพรเพื่อการรักษาโรค


ขมิ้นอ้อย
ขมิ้น อ้อย เป็นไม้ล้มลุกสูง 50-70 ซม. ลักษณะคล้ายขมิ้นชัน แต่ต้นสูงกว่า ขนาด เหง้าและใบใหญ่กว่า โดยเหง้าใต้ดินจะโผล่ขึ้นมาเหนือดินเล็กน้อย มีเนื้อใน สีเหลืองอมส้ม กลีบดอกสีนวล มีกลิ่นหอม
ชื่อ : ขมิ้นอ้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma zedoaria (Berg) Roscoe
ชื่อสามัญ : Zedoary, Luya-Luyahan
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่นๆ : ว่านเหลือง (กลาง) สากเบือ(ละว้า) ขมิ้นขึ้น(เหนือ)แฮ้วดำ(เชียงใหม่) ละเมียด(เขมร)

ลักษณะทั่วไป :
ต้น : ขมิ้นอ้อย เป็นไม้ล้มลุกสูง 50-70 ซม. ลักษณะคล้ายขมิ้นชัน แต่ต้นสูงกว่า ขนาดเหง้าและใบใหญ่กว่า โดยเหง้าใต้ดินจะโผล่ขึ้นมาเหนือดินเล็กน้อย มีเนื้อในสีเหลืองอมส้ม กลีบดอกสีนวล มีกลิ่นหอม
ใบ :ใบออกเป็นรัศมีติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 8-10 ซม. ยาว 30-40 ซม. ก้านใบยาว 8-15 ซม. ท้องใบจะมีขนนิ่ม ๆ ในหน้าแล้งใบจะแห้งลงหัว บางครั้งเราก็เรียกว่าขมิ้นหัวขึ้น
ดอก : ขมิ้นอ้อยจะออกดอกเป็นช่อ ก้านดอกยาวพุ่งออกจากเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ช่อดอกจะมีใบประดับ ดอกมีสีขาว ตรงปลายช่อดอกจะเป็นสีชมพู ส่วนดอกสีเหลืองจะบานจากล่างขึ้นข้างบน และจะบานครั้งละ 2-3 ดอก

** ขมิ้นอ้อย สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เหง้ามาปลูก การปลูกขมิ้นอ้อยที่ดีที่สุด ควรปลูกราว ๆ เดือนพฤษภาคม ย่างเข้าฤดูฝน และไม่ควรให้น้ำขังจะทำให้เหง้าขมิ้นเน่าเสีย ในหน้าหนาวขมิ้นอ้อยจะมีต้นโทรมหัวใหญ่

ส่วนที่ใช้ทำยา :
ใบ มีรสเฝื่อน ช่วยขับปัสสาวะ แก้ช้ำบวม
เหง้า มีรสเฝื่อน แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว สมานลำไส้ แก้อักเสบ แก้ลม แก้เลือดคั่ง เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก
สรรพคุณ ของ ขมิ้นอ้อย : รักษาอาการท้อง ร่วงท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค) โดยใช้หัวขมิ้นอ้อยสด ๆ ประมาณ 2 แว่น มาบดผสมกับน้ำปูนใส กินแก้ท้องร่วงได้
รักษาแผล โดยนำขมิ้นอ้อยไปหุงในน้ำมันมะพร้าว แล้วนำมาใส่แผล จะช่วยให้แผลหายเร็ว เนื่องจากหัวขมิ้นอ้อยเป็นยาฝาดสมานด้วย
รักษาฝี ถ้าเป็นฝีหัวเดือน ให้นำใบไผ่มาเผ่าไฟให้ไหม้ แล้วนำหัวขมิ้นอ้อยมาตำด้วยกัน แล้วใช้น้ำเป็นกระสายยา และใช้ได้ทั้งกินและทา หรือพอก
แก้ฝีในมดลูก โดยใช้ขมิ้นอ้อย 3 ท่อน บอระเพ็ด 3 ท่อน ลูกขี้กาแดง 1 ลูก (ผ่าเป็น 4 ซีกแต่ใช้แค่ 3) นำมาต้มรวมกับสุรา กินแก้ฝีในมดลูกได้
รักษาอาการเสี้ยนหนามตำ โดยนำขมิ้นอ้อยมา 5 แว่น ข้าวเหนียวสุก ประมาณ 1 กำมือ ดอกชบา 5 ดอก ใช้ตำพอก จะดูดเสี้ยนและหนองออกจากแผลได้
รักษาอาการปวดบวม ฟกช้ำ โดยนำขมิ้นสด ๆ มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณปวดบวม ฟกช้ำ
แก้หวัด โดยนำหัวขมิ้นอ้อย พริกหาง อบเชยเทศ มาต้มและเติมน้ำผึ้งลงไปผสม นำมารับประทานแก้หวัดได้
แก้ริดสีดวงทวาร นำขมิ้นอ้อย พริกไทยล่อน เปลือกยางแดง มาผสมกันทำยาผง แล้วนำไปละลายในน้ำยางใส ปั้นทั้งหมดเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วชี้ รับประทานเช้า-เย็น
แก้หัดหลบใน นำต้นต่อไส้ 1 กำมือ ขมิ้นอ้อย 5 แว่นมาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอสมควร แล้วใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชาก่อนอาหารเช้าเย็น
ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฝี หนองที่แผล เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อที่ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อย จะมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดี
ฆ่าเชื้อรา มีผลวิจัยพบว่า ขมิ้นอ้อย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ถึง 11 ชนิด และหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราอีก 4 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง เช่น กลาก ชันนะตุ เชื้อราที่เล็บ ผิวหนัง ซอกนิ้วเท้า นอกจากนี้ ขมิ้นชัน ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้เหมือนขมิ้นอ้อย
ขับลม น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อย สามารถช่วยขับลมในท้องได้
บำรุงผิว นำขมิ้นอ้อย กระชาก พริกไทย หัวแห้วหมู มาทุบรวมกันแล้วดองด้วยน้ำผึ้ง รับประทานก่อนนอนทุกคืน จะช่วยให้ผิวสวย

** ทั้งนี้ นอกจากจะนำขมิ้นอ้อยมาใช้เป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถใช้แต่งสีเหลืองในอาหาร เช่น ข้าวเหนียวเหลือง ขนมเบื้องญวน ได้ แถมยังนำมาย้อมสีผ้าให้เป็นสีเหลืองได้อีก


หนาดใหญ่
เป็นไม้พุ่มทรง สูง 1-4 เมตร มีกลิ่นหอมคล้าย การบูร ลำต้นกลม มีขนนุ่มยาว เปลือกต้นสี น้ำตาลเทา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกนขนาดปลายและโคนแหลมขอบจักฟัน เลื่อย ผิวใบทั้งสองด้าน มีขนละเอียดหนาแน่น ดอกเล็กเป็นพู่กระจุกกลม ออก เป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง


ชื่อ : หนาดใหญ่
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Blumea baslsamifera (Linn.) DC.
ชื่อวงศ์ : Asteraceae
ชื่ออื่น ๆ : พิมเสน ใบหลม ผักชีช้าง(กลาง) หนาด หนาดหลวง คำพอง (เหนือ) จะบอ(ปัตตานี) ตั้งโฮ่งเช่า (จีน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มทรงสูง 1-4 เมตร มีกลิ่นหอมคล้าย การบูร ลำต้นกลม มีขนนุ่มยาว เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกนขนาดปลายและโคนแหลมขอบจักฟันเลื่อย ผิวใบทั้งสองด้าน มีขนละเอียดหนาแน่น ดอกเล็กเป็นพู่กระจุกกลม ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง ผลมีขนสีขาว ผลแห้งไม่แตกโค้งงอเล็กน้อยเป็นเส้น 5-10 เส้น

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบ

+ สรรพคุณ ++
รสเมาร้อนหอมฉุน แก้การเกร็งของกล้ามเนื้อ ห้ามเลือด เจริญอาหาร แกไขข้ออักเสบ เป็นยาบำรุงหลังคลอด ขับเหงื่อ ขับเสมหะ แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ แก้มุตกิต แก้เหน็บชา สูบแก้ริดสีดวงจมูก ต้มอาบบำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื่น แก้โรคหิต

การขยายพันธุ์ :
เมล็ด ปักชำ

การปลูก :
หนาดเป็นพืชที่ขึ้นเองตาม ธรรมชาติ ตามบริเวณที่ชื้นแฉะ สำหรับการปลูกโดยทั่ว ๆ ไป เตรียมดินและรองพื้นด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก นำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด หรือปักชำลงปลูก แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา : หลังปลูกใหม่ ๆ ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ หมั่นพรวนดิน กำจัดวัชพืช ตัดแต่งกิ่ง และใสปุ๋ยเป็นครั้งคราว


เขยตาย
เป็น พรรณไม้ขนาดกลาง ความสูงประมาณ ๓-๖ เมตร ส่วนผิวของลำต้นเป็นสีเทา ๆ ตกกระ เป็นดวงสีขาว ๆ ใบลักษณะปลายใบจะเรียวเล็กส่วนกลางใบกว้าง
ชื่อ : เขยตาย
วงศ์ : Rutaceae
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glycosmispentaphylla (Retz.) DC.
ชื่อสามัญ : -
ชื่อท้องถิ่น : มันหมู ส้มชื่น กระรอกน้ำ กระรอกน้ำข้าว ลูกเขยตาย น้ำข้าว ประยงค์ใหญ่ ตาระแป พุทธรักษา (เต็ม, 2544)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ต้น เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ลำต้นนั้นจะโตประมาณเท่ากับต้นหมาก และมีความสูงประมาณ ๓-๖ เมตร ส่วนผิวของลำต้นนั้น จะเป็นสีเทา ๆ ตกกระเป็นดวงสีขาว ๆ ใบลักษณะปลายใบจะเรียวเล็กส่วนกลางใบนั้นจะกว้าง ริมใบจะเรียบตรงปลายใบของมันจะแหลม ใบนั้นจะมีความยาวประมาณ ๙-๑๘.๕ ซม. จะออกดอกในฤดูฝน ดอกจะเป็นดอกเล็ก ๆ สีขาวรวมอยู่ในช่อเดียว เป็นช่อเดียวกันเป็น ช่อยาว ๆ ผลนั้นจะมีสีแดงกลมและโตเท่าผลมะแว้ง ในผลหนึ่งมีเมล็ดอยู่เพียง ๑ เมล็ด เมล็ดนั้นจะกลม มีสีดำ เมื่อผลแก่จัดในฤดูหนาว ก็จะมีรสหวาน (วิทย์, 2548)

สรรพคุณ
ดอก : รสเมาร้อน แก้หิด
ผล : รสเมาร้อน แก้หิด
เปลือกต้น : รสเมาร้อน ขับน้ำนม รักษาฝีทั้งภายนอกและภายใน
ราก : รสเมาขื่นปร่า กระทุ้งพิษ แก้พิษฝีทั้งภายใน และภายนอก แก้ พิษงู แก้ไข้กาฬ แก้โรคผิวหนังพุพอง ขับน้ำนม (วิทย์,2548)

สารสำคัญ : การ ทดสอบประสิทธิภาพรากของต้นเขยตาย พบว่าเป็นพืชที่ต่อต้านการรบกวนของเห็บโค โดยจะทำการทดสอบกับโค 30 ตัวในทุ่งหญ้า Paraíba รัฐ São Paulo ประเทศบราซิล แบ่งการทดลองออกเป็นสามกลุ่ม คือ ชุดควบคุม ชุดเจือจางที่ 1:10 mL และชุดเจือจางที่ 1:20 mL โดยจะสร้างจำลองตัวอ่อนขึ้นมา 4000 ตัว ในวันที่ 21, -14, -7, -1, 0, 7 และ 14 ทำการสกัดด้วยวิธี dehydration โดยทำการฉีดพ่นเข้าไปและสกัดในเอทานอลบริสุทธิ์ อัตราส่วนรากต่อเอทานอล คือ 3:1 และฉีดเข้าไปในโค ผลที่ออกมาได้ประสิทธิภาพถึง 76.10% โดยจะเห็นผลหลังจาก 3 วัน สกัดที่ระดับความเข้มข้น 1:10 mL โดยการสกัดครั้งนี้จะไม่ได้แสดงถึงปฏิกิริยาในการยับยั้ง แต่จะมุ่งไปในการเก็บรักษา ตัวอ่อนเพศเมียเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป


การใช้ใบมะขามรักษาโรคผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ

มะขามเป็นไม้ยืน ต้นขนาดกลางถึงใหญ่  แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น  เนื้อแข็งเหนียว มาก  สูงประมาณ  60  ฟุต  เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อนแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็กๆ  ใบ เป็นใบประกอบ  ใบย่อยเป็นรูปขอบขนานมีขนาดเล็กมากออกเป็นคู่ๆ  เรียงกันตาม ก้านใบปลายใบและโคนใบมนสีเขียวแก่  ดอกขนาดเล็ก  ออกเป็นช่อที่บริเวณปลาย กิ่ง  กลีบดอกสีเหลืองมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลางดอก  ผลเป็นฝักกลมยาว  มีรอย คอดเป็นปล้อง  รสเปรี้ยวเปลือกนอกเปราะสีเทาอมน้ำตาล  เนื้อผลเมื่อแรกมีสี เหลื่องอ่อน  เมื่อแก่จัดมีสีน้ำตาลเมล็ดรูปค่อนข้างกลม


++ การใช้ใบมะขามรักษาโรคผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ ++

ใบมะขามสามารถนำมาต้มกับน้ำ เพื่อใช้อาบชำระร่างกายเป็นยารักาาโรคผิวหนัง ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา รักษา กลาก เกลื้อน ผดผื่นคันตามร่างกายได้


สูตรสมุนไพรที่ใช้อยู่ไฟหลังคลอดบุตร
สมุนไพร ไทยมักมีการอังไฟ เข้ากระโจม นาบไฟ ชุดรับประทานยา ขับโลหิตเสีย ยำบำรุง โลหิต ฯลฯ ส่วนมากตำราจีนจะเป็นการรักษาร่างกายให้อบอุ่น รับประทานอาหารที่ มีส่วนผสมของขิง และพริกไทย  สูตอาหารจีนโบราณ ที่จัดให้ผู้หญิงหลังคลอดรับ ประทาน เช่น ชาชงข้าวเหนียว คั่วขิง ขาหมูน้ำส้มดำขิงแก่ แกงจืดกระเพาะหมู พริกไทย ไข่เจียวขิงแก่  ไก่ต้มขิงใส่เหล้าขาว และสูตรอาหารสำหรับเพิ่มน้ำ นมโดยเฉพาะ คือ แกงจืดปลาช่อนกับเต้าหู้และขิงแก่ การชำระร่างกายจะใช้น้ำ อุ่นที่ผ่านการต้มใบส้มโอ ซึ่งของไทยจะใช้ใบตะไคร้หอม  ใบหนาด ใบชุดเห็ด เทศ ใบส้มป่อย เป็นต้น
ฉบับ นี้ขอแนะนำสมุนไพรและตำรายาจาก คุณลุงทิ้ง เพ็งเซะ และคุณลุงจบ สุวรรณรัตน์ บ้านคอกช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นตำรับโบราณและได้ผล ดังนี้

++ ตำหรับยาอยู่ไฟหลังคลอด ++

1. หนาดใหญ่ ส่วนที่ใช้ ใบ
2. กล้วยน้ำว้า ส่วนที่ใช้ ใบ
3. เขยตาย ส่วนที่ใช้ ใบ
4. จิงจ้อขาว ส่วนที่ใช้ เถา , ใบ
5. จิงจ้อแดง ส่วนที่ใช้ เถา , ใบ
6. ขมิ้น ส่วนที่ใช้ ใบ

++ วิธีการใช้ ++

นำตัวยาทั้งหมดอย่างละประมาณ 2 กำมือ ผสมเข้ากันกับน้ำสะอาด แล้วผสมน้ำอาบ หรือ ต้มกับน้ำสะอาดจนเดือด ใช้ไอน้ำเดือดรมในกระโจมผ้า

เขียนโดย : ผชช.นลินี จาริกภากร


การใช้สมุนไพรแก้อาการเล็บขบ เล็บช้ำ
คุณ เคยทรมานกับอาการเล็บขบ เล็บช้ำ โดยเฉพาะเล็บซึ่งเกิดจากการตัดเล็บไม่ได้ สัดส่วน ทำให้เกิดอาการอักเสบปวดทรมานไปหลายวัน นอกจากจะเจ็บกายแล้วยังเจ็บ ใจอีกเพราะเล็บดูน่าเกลียดอีกต่างหาก แต่มีวิธีการรักษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยุ่งยากแต่อย่างใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
++สูตรที่1++
ใช้ใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือป่น ½ ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้เข้ากัน จากนั้นพอกตรงหนองบริเวณที่เป็นเล็บขบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหนึบๆได้

++สูตรที่2++
ใช้ไพล 1 แง่ง (ยาวประมาณ 1 นิ้ว) เกลือตัวผู้(เกลือที่เป็นเม็ดยาว) จำนวน 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือ นำตัวยาทั้งสามอย่างมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ ภายใน 20 นาที จะทำให้หนองแตกออกมา หายปวดทันที

++ สูตรที่3++
ใช้มะนาวฝานตรงส่วนหัวออกให้ได้ขนาดกว้างพอที่จะสอดนิ้วที่มีอาการขบหรือช้ำ เข้าไปได้ แล้วใช้มีดคว้านเนื้อในออกเล็กน้อย เอาปูนแดงทาแผลที่ฝานไว้ในลูกมะนาวบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป ทิ้งไว้จนกว่าจะบรรเทาอาการปวด ทำ ซ้ำ 2-3 ครั้ง ก็จะกายจากอาการเล็บขบหรือช้ำทันที

++สูตรที่4++
ใช้ใบเทียนดอก(เทียนนา) 7-10ใบ หรือ จะใช้ดอกในช่วงที่มีแต่ดอกก็ได้เช่นกัน นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณเล็บขบ เล็บช้ำ ทำการเปลี่ยนตัวยาวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ไม่นานก็จะหาย

++สูตรที่ 5++
นำเกลือป่นไปใส่ตามซอกเล็บเท้าที่มีอาการขบ และถ้าขบมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า-เย็นจนกว่าจะหาย

++สูตรที่6++
ใช้ใบพลู 3-5 ใบตำผสมกับเกลือ แล้วพอกเล็บขบ เล็บช้ำ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น


กะเพรารักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
กะเพรามีน้ำมัน ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด เมื่อนำใบประมาณ 20 ใบมา คั้นน้ำ จะได้น้ำกะเพราเข้มข้นที่นำมาใช้เป็นยาทาภายนอก

กะเพรา (ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum sanctum) เป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง 30 – 60 ซม. นิยมนำใบมาประกอบอาหารคือ ผัดกะเพรา กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว และ กะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว

กะเพรามีชื่อสามัญอื่นอีกคือ กอมก้อดำ กอมก้อขาว กอมก้อดง (เชียงใหม่) กะเพราขน (กลาง) กะเพราขาว กะเพราแดง (กลาง) ห่อกวอซู ห่อตูปลู (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิมหลำ (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) และ อีตู่ไทย (ตะวันออกเฉียงเหนือ)

สรรพคุณของกระเพรากับความงาม :
กะเพรามีน้ำมันที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด เมื่อนำใบประมาณ 20 ใบมาคั้นน้ำ จะได้น้ำกะเพราเข้มข้นที่นำมาใช้เป็นยาทาภายนอก รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้ หากหมั่นทาเช้าเย็นเป็นประจำ หรือถ้านำน้ำคั้นจากใบสดไปผสมน้ำใช้อาบชโลมร่างกาย ก็จะเป็นการช่วยรักษาผิวพรรณให้สะอาดปราศจากเชื้อโรคได้ด้วย


การใช้หมากรักษาหูด
หมากเป็นพืชที่ คู่กับคนไทยมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันจะไม่นิยมกินหมากกัน แต่หมากยังเป็นที่ ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทั้งในรูปหมากสดและหมากแห้ง หมากแห้งใช้ใน อุตสาหกรรมฟอกหนัง ฟอกเส้นใย และทำยารักษา โรค และผลหมากสามารถใช้เป็นยา สมุนไพรในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ใช้สมานแผล แก้ท้องเสีย รักษาโรค เหงือกและฟัน เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Areca catechu Linn.
ชื่อสามัญ : Betel nut
แหล่งปลูกที่เหมาะสม :
หมากเจริญได้ดีในเขตที่มีอากาศอบอุ่นและร้อนชื้น ปริมาณน้ำฝน 1,300-1,500 มม./ปี มีฝนตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี ไม่น้อยกว่า 50 มม./เดือน อุณหภูมิที่เหมาะสม 25-35 องศาเซลเซียส มีแสงแดดมาก อากาศโปร่ง ควรเป็นที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูง 200-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ลักษณะดิน :
เป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง มีอินทรียวัตถุสูง

สรรพคุณทางยา
ผลของหมากนั้นมีสรรพคุณในการช่วยขับพยาธิได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวกลม เป็นต้น นอกจากนี้แล้วหมากก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคมาเลเรีย และมีฤทธิ์ในด้านการเป็นยาที่ช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย จากการวิจัยพบว่า หมากมีสารชื่อ อัลคาลอยด์ ที่มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อราและฆ่าเชื้อไวรัสอีกด้วย

ตำรับยาแผนโบราณ :
หากนำเอาเนื้อของผลหมากและเมล็ดฟักทองมาต้มรวมกับน้ำตาลทราย ดื่มพร้อมกันน้ำก็จะช่วยในการขับพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี หรือหากจะเอาผลหมากสุกมาต้มกินกับน้ำแล้ว จะช่วยป้องกันอาการของโรคต้อหินหรือความดันภายในลูกตาเพื่อไม่ให้สูงผิดปกติ ได้

++ การใช้หมากรักษาหูด ++
ส่วนที่ใช้ : ผลดิบ
ปริมาณ : 1 ผล
วิธีใช้ : นำผลหมากที่สุกแก่แต่ยังดิบอยู่มาฝานเอาเนื้อในออกมาเป็น ชิ้นๆ ในลักษณะเหมือนการเตรียมหมากเพื่อกิน จากนั้นย่างไฟให้ร้อน แล้วรีบนำมาพอกทับปิดที่หัวหูดทันที จะช่วยทำให้หัวหูดหลุดลอกออกมาได้


การใช้ผักบุ้งไทยรักษากลากเกลื้อน
ผักบุ้งไทยเป็น พืชผักพื้นบ้านที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ตามท้องทุ่งนา และ พื้นดินที่ รกร้าง  ในสภาพดินทุกชนิด คนไทยเรารู้จักใช้ประโยชน์จากผักบุ้งมาช้านานไม่ ว่าจะนำมาประกอบอาหาร ทานแกล้มกับน้ำพริก  หรือ แม้แต่นำส่วนต่าง ๆ มาใช้ เป็นยารักษาโรคภัยใกล้ตัว เช่น นำมาใช้บรรเทาอาการแก้ปวดศีระษะ  บำรุงสาย ตา  แก้ตาฝ้าฟาง  แก้เบาหวาน  เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้ริดสีดางทวาร  แก้เลือด กำเดาออก  แผลฟกซ้ำ  ไอเรื้อรัง และ นอกจากนี้ยังนำผักบุ้งมาใช้เป็นยารักษา กลากกเกลื้อนซึ่งเป็นประโยชน์ที่หลายคนยังไม่คุ้นเคยได้ดีอีกด้วย


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomcea aquatica Forsk.
ชื่อวงศ์: CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ: Swamp Morning Glory, Water Morning Glory
ชื่อท้องถิ่ง: ผักบุ้งแดง ผักบุ้งไทย ผักบุ้งนา ผักทอดยอด
ลักษณะวิสัย: ไม้ลุ้มลุก

ลักษณะทั่วไป : เป็นพรรณไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีเนื้ออ่อน ลำต้นจะกลวงและเป็นปล้อง ๆ มีสีเขียว จะเลื้อยขึ้นแผ่ตามหน้าน้ำ หรือในที่ลุ่ม ตามพื้นที่มีความชื้น และแฉะ ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะของใบจะเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลม จะออกเป็นใบเดี่ยวสลับทางกันตามข้อต้น ใบยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ลักษณะของดอกเป็นรูประฆังเล็ก มีสีม่วงอ่อน ๆ หรือสีชมพู ดอกจะบานเต็มที่ประมาณ 2 นิ้ว ดอกจะดกในฤดูแล้ง

การกระจายพันธุ์ :
เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่ายมาก คือเอาต้นหรือเถาไปปักชำในที่ชื้นก็จะแตกต้นใหม่ เพาะเมล็ด

การนำผักบุ้งมาใช้รักษากลากเลื้อน :
ใช้ดอกตูม จำนวน 10 ดอก นำไปตำให้แหลกแล้วนำมาใช้ทาผิวหนังบริเวณที่มีอาการวันละ 1 ครั้ง ทาทุกวันจนกว่าจะหายดี


บัวบก แก้ความดัน ช้ำใน ไมเกรน เพิ่มกำลังวังชา
ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน ชอบที่ชื้นแฉะแตกรากฝอยตามข้อ ไหล ที่แผ่ไปจะงอกใบจากข้อชูขึ้น 3-5 ใบ ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไตเส้นผ่าศูนย์ กลาง 2-5 ซม.
บัวบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centella asiatica Urban
ชื่อสามัญ : Asiatic Pennywort, Tiger Herbal
วงศ์ : Umbelliferae
ชื่ออื่น : ผักแว่น ผักหนอก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกอายุหลาย ปี เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน ชอบที่ชื้นแฉะแตกรากฝอยตามข้อ ไหลที่แผ่ไปจะงอกใบจากข้อชูขึ้น 3-5 ใบ ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไตเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 ซม. ขอบใบหยัก ก้านใบยาว ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก 2-3 ดอก กลีบดอกสีม่วง ผล เป็นผลแห้ง แตกได้
ส่วนที่ใช้ : ใบ ทั้งต้นสด เมล็ด

สรรพคุณ :

ใบ
- มีสาร Asiaticoside ทำยาทาแก้แผลโรคเรื้อน

ทั้งต้นสด
- เป็นยำบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า
- รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือมีการชอกช้ำจากการกระแทก แก้พิษงูกัด
- ปวดศีรษะข้างเดียว
- ขับปัสสาวะ
- แก้เจ็บคอ
- เป็นยาห้ามเลือด ส่าแผลสด แก้โรคผิวหนัง
- ลดความดัน แก้ช้ำใน

เมล็ด
- แก้บิด แก้ไข้ ปวดศีรษะ

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะข้างเดียว
ใช้ต้นสดไม่จำกัด รับประทาน หรือคั้นน้ำจากต้นสดรับประทาน ควรรับประทานติดต่อกัน 2-3 วัน

ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ
ใช้ทั้งต้นสด 10-20 กรัม หรือ 1 กำมือ ตำคั้นน้ำเติมน้ำส้มสายชู 1-3 ช้อนแกง จิบบ่อยๆ

เป็นยาลดความดันโลหิตสูง
ใช้ทั้งต้นสด 30-40 กรัม คั้นน้ำจากต้นสด เติมน้ำตาลเล็กน้อย รับประทาน 5-7 วัน

ยาแก้ช้ำใน (พลัดตกหกล้ม)
ใช้ต้นสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำคั้นน้ำ เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่ม 1 ครั้ง รับประทานติดต่อกัน 5-6 วัน

เป็นยาถอนพิษรักษาแผลน้ำร้อนลวก
ใช้ทั้งต้นสด 2-3 ต้น ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลไฟไหม้ ช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน

เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด
ใช้ใบสด 20-30 ใบ ล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด ช่วยห้ามเลือดและรักษาแผลให้หายเร็ว

สารเคมี : สารสกัดจากใบบัวบกประกอบด้วย madecassoside asiatic acid, asiaticoside, centelloside, centellic acid brahminoside, brahmic acid.


เตยหอม ไม้กลุ่มหอมบำรุงหัวใจ

เป็น พืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่ม บริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียง สลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus amaryllifolius Roxb.
ชื่อสามัญ : Pandanus Palm , Fragrant Pandan , Pandom wangi.
วงศ์ : Pandanaceae
ชื่ออื่น : ปาแนะวองิง (มาเลเซีย-นราธิวาส)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชใบเลี้ยง เดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ : ต้นและราก, ใบสด

สรรพคุณ :

ต้นและราก
- ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย

ใบสด
- ตำพอกโรคผิวหนัง
- รักษาโรคหืด
- น้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น
- ใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแต่งสีขนม

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
- ใช้ต้น 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ต้มกับน้ำดื่ม

ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ
- ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง

ใช้เป็นยาแก้เบาหวาน
- ใช้ราก 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เข้าเย็น

สารเคมี : สารกลุ่ม anthocyanin


มะพร้าว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cocos nucifera L. var. nucifera
วงศ์ : Palmae
ชื่อสามัญ : Coconut
ชื่ออื่น : ดุง (จันทบุรี) เฮ็ดดุง (เพชรบูรณ์) โพล (กาญจนบุรี) คอส่า (แม่ฮ่องสอน) พร้าว (นครศรีธรรมราช) หมากอุ๋น หมากอูน (ทั่วไป)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 25 เมตร ไม่แตกกิ่ง ใบแตกที่ยอดแบบขนนก เรียงสลับหนาแน่น ยาว 4-6 เมตร มีรอยแผลเมื่อก้านใบหลุดออกไป ใบแต่ละใบรูปพัดจีบ กว้าง 1.5-5 ซม. ยาว 50-100 ซม. ดอกช่อ ออกระหว่างก้านใบ ดอกย่อยจำนวนมาก แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้มีสีเหลืองหม่น ดอกตัวเมียสีเขียวแกมเหลือง ใบประดับยาว 60-90 ซม. ผลแข็ง มีเมล็ดเดียว ขนาดผลเท่าศีรษะคน รูปไข่แกมทรงกลมหรือรูปไข่กลับ สีเขียวหรือสีเขียวแกมเหลือง ผลอ่อนมีเนื้อ เมื่อแก่กลายเป็นเส้นใยและชั้น endocarp แข็ง ชั้น mesocarp ให้เส้นใยมะพร้าว เมล็ดมี embryo เล็กมาก และมีน้ำเรียกว่า น้ำมะพร้าว หรือ coconut milk มี endosperm สีขาว เรียกว่า copra ผลอ่อนนิมใช้ดื่มน้ำมะพร้าว ผลแก่มีน้ำมะพร้าวน้อย

สรรพคุณทางยาของมะพร้าว :พื้นบ้านของไทย ใช้น้ำมันมะพร้าวทาแก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาโรคผิวหนัง กลาก รักษาบาดแผลเรื้อรัง แผลสด แผลเน่าเปื่อย รักษาบาดแผลที่เกิดจากความเย็นจัด ดับพิษปวดแสบปวดร้อน แก้ผิวหนังด่าง แก้ผิวหนังแตกเป็นขุย อุดฟันแก้ปวดฟัน ไฮอิติ ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก กัวเตมาลา ใช้สารสกัดน้ำร้อนจากผลแห้งรักษาฝี รักษาผิวหนังติเชื้อ ผิวหนังอักเสบ และลดการอักเสบ ฟิจิ ใช้น้ำมันจากเมล็ดป้องกันผมร่วง

** นอกจากนี้ส่วนอื่นๆ ของมะพร้าวยังมีสรรพคุณทางยา เช่น ราก แก้กำเดา แก้เสมหะ ขับปัสสาวะ แก้อ่อนเพลีย เปลือกต้น ชะล้างบาดแผล สมานแผล ทาแก้หิด ใช้สีฟัน แก้ปวดฟัน น้ำจากผล ชูกำลัง บำรุงกุมารในครรภ์ให้มีกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ท้องเดิน ทำให้จิตใจแช่มชื่น

องค์ประกอบทางเคมี : น้ำมันมะพร้าว ได้จากการบีบเนื้อ (endosperm) ของผลมะพร้าว หรือที่เรียกว่า copra ซึ่งเป็นไขมัน 60-70 % ไขมันประกอบด้วย กรดลอริก 45-50 % กรดมัยริสติก 20 % กรดคาพรีลิก (caprylic acid) 9.5 % และกรดคาปรินิก (caprinic acid) 10% นอกจากนี้มีกรดไขมันอิสระ 3-5 % δ – lactone ของ 5-hydroxy fatty acid โดยเฉพาะ δ – octalactone ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของมะพร้าว มีรายงานสารสำคัญอื่นๆ ดังนี้

+ ไทรเทอร์ปีนส์ (triterpenes ) ได้แก่ อัลฟา-, เบต้า-อะมัยริน ( α -, ß – amyrin) ไซโคลอาทีนอล (cycloartenol ) สควาลีน (squalene)

+ สเตียรอยด์ (steroids) ได้แก่ แคมเพสเตียรอล (campesterol) เบต้าซิโตสเตียรอล ( ß – sitosterol ) สติ๊กมาสเตียรอล (stigmasterol)

+ อัลเคน ได้แก่ เอ็น-โดโคแซน (n-docosane) เอ็น-ไทรโคเซน (n-tricosane)

+ โปรตีด (proteids) ได้แก่ อะลานีน (alanine) กรดกลูตามิก (glutamic acid) ไลซีน (lysine)

+ แอลคาลอยด์ ได้แก่ ลิกัสทราซีน (ligustrazine)

Coconut ( Cocos nucifera ) oil เป็นน้ำมันที่ได้จากการบีบเนื้อ (endosperm) ของผลมะพร้าว

ประโยชน์ทางเครื่องสำอาง :
น้ำมัน มะพร้าว ใช้เป็นเบสของขี้ผึ้ง และใช้เป็นส่วนผสมที่ให้ cooling effect ในเครื่องสำอางและลูกอม เป็นส่วนประกอบในแชมพูเพื่อให้เส้นผมเป็นเงางามและจัดทรงง่าย ทำให้เส้นผมคงความสะอาดได้นาน เป็นส่วนประกอบในแชมพูต้านรังแค แก้คันศีรษะ เป็นส่วนประกอบในแชมพูที่ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางสำหรับชำระล้าง และเป็นส่วนประกอบในสารเคลือบผิว ทำให้ผิวนิ่มและลดการระคายเคืองในผู้ป่วยโรคเรื้อนกวางที่ต้องได้รับการฉาย รังสีป้องกันแสงแดด (tanning sunscreen)

ประโยชน์ทางยา : น้ำมันมะพร้าวกระตุ้นการงอกของเล็บและทำให้เล็บแข็งแรง มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ต้านยีสต์ Candida albicans


กระวาน เป็นได้ทั้งพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ
กระวาน เป็นพืชเมืองร้อนประเภทล้มลุก มีอายุยืน ปลูกได้ง่ายเติบโตได้ดีในดินเกือบ ทุก ชนิด ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกระวานส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดภาคใต้ และทาง ภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี พบมาที่อำเภอโป่งน้ำร้อน เขตป่าเขา สอยดาว ซึ่งเป็นแหล่งผลิต กระวานที่สำคัญของประเทศและจัดเป็นกระวานทีมี คุณภาพดีกว่ากระวานทางภาคใต้
กระวาน

ชื่อท้องถิ่น : กระวานดำ, กระวานแดง, กระวานขาว, กระวานจันทร์
ชื่อสามัญ : Cardamon, Camphor seed
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre

ลักษณะหรือลักษณะพิเศษ : ลำต้นเป็นเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน มีข้อประมาณ ๘-๒๐ ข้อ ใบมีสีเขียวเป็นมัน ปลายใบ เรียวแหลม โคนใบมน ใบสูงจากพื้นดิน ๒-๑๒ ฟุต ดอกออกจากเหง้าเป็นช่ออยู่ใกล้ต้นบริเวณดิน กลีบดอกสีเหลือง ผลออกเป็นช่อ มีประมาณ ๑๐-๒๐ ผล ผลมีรูปร่างกลมรีค่อนข้างกว้าง ภายใน ผลมีเมล็ดหลายเมล็ดประมาณ ๙-๑๘ เมล็ด มีกลิ่นหอมฉุน มีรสเผ็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและ แยกหน่อ

แหล่งที่พบ :

กระวานเป็นพืชเมืองร้อนประเภทล้มลุก มีอายุยืน ปลูกได้ง่ายเติบโตได้ดีในดินเกือบทุก ชนิด ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกระวานส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดภาคใต้ และทางภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี พบมาที่อำเภอโป่งน้ำร้อน เขตป่าเขาสอยดาว ซึ่งเป็นแหล่งผลิต กระวานที่สำคัญของประเทศและจัดเป็นกระวานทีมีคุณภาพดีกว่ากระวานทางภาคใต้ กระวานเป็นได้ทั้งพืชเครื่องเทศและสมุนไพร มีคุณสมบัติดังนี้
สรรพคุณด้านสมุนไพร :

ใบ รสเผ็ดร้อนหอม ขับลมให้ผายเรอ ขับเสมหะ แก้ไขเซื่องซึม แก้รำมะนาด แก้ลม ให้ความอบอุ่น นำมากลั่นได้การบูร

ดอก รสเผ็ดร้อน แก้ตาเจ็บ ตาแฉะ ตามัว
ลูก รสเผ็ดร้อนหอม ขับเสมหะ ขับโลหิต ขับลม บำรุงธาตุ กระจายเลือดและลมให้ซ่าน ปรุงร่วมกับยาถ่ายอื่น ๆ ป้องกันไม่ให้จุกเสียด นำลูกมาแช่ในแอลกอฮอล์ได้น้ำยาสีแดง รับประทานบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืดเฟ้อ ระบายอุจจาระธาตุ ใช้ปรุงอาหาร ง

เหง้า, หน่อ รสเผ็ดร้อนหอม กินขับพยาธิที่อยู่ในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง

สรรพคุณอื่น :

๑. ใช้แต่งกลิ่นและสีของอาหารหลายชนิด เช่น ขนมปัง เค้ก ตับบด แฮม ผลิตภัณฑ์เนื้อ สัตว์ชนิดต่าง ๆ และอาหารหมักดอง

๒. ใช้เป็นอาหารได้โดยตรงและเป็นเครื่องแกงก็จะได้กลิ่นหอมกระวานซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัดจันทบุรี

++ ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ++

การจำหน่ายกระวานมีทั้งการจำหน่ายผลสดและผลแห้งขายในประเทศ ยังคงไม่เป็นที่ แพร่หลายในต่างประเทศ โดยการจำหน่ายผลสด ซึ่งพ่อค้าคนกลางจะได้นำไปทำให้แห้งอีกต่อ หนึ่ง และนำไปจำหน่ายระหว่างพ่อค้าคนกลางในท้องถิ่นกับพ่อค้าขายส่ง โดยมักจะจำหน่ายใน ลักษณะคละกัน โดยจะดูความแห้งและความแก่อ่อนของกระวาน เนื่องจากกระวานยังไม่เป็นที่ แพร่หลายในประเทศและต่างประเทศมากนัก จึงเป็นพืชเกษตรที่ไม่นิยมเพาะปลูก และทำราย ได้ดีเหมือนพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นของจังหวัดจันทบุรี เกษตรกรจะเก็บกระวานจากป่าธรรมชาติ


มะดัน แก้ไอขับเสมหะ
ไม้ ต้น สูง 7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลอม ดำ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 2.5 ซม. ยาว 9 ซม. ปลาย ใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบลื่น สีเขียวเข้ม ก้านใบ ยาว 0.5-1ซม. ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 3-6 ดอก ตามซอกใบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia schomburgkiana Pierre.
วงศ์ : Clusiaceae (Guttiferae)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลอมดำ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 2.5 ซม. ยาว 9 ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบลื่น สีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 0.5-1ซม. ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 3-6 ดอก ตามซอกใบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้ ดอกสีเหลืองอมส้ม กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ค่อนข้างกลม กลีบดอกมี 4 กลีบ รูปรีแกมรูปไข่ ปลายกลีบดอกมน ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ 10-12 อัน ผล รูปรีปลายแหลม ผิวเรียบสีเขียว เป็นมันลื่น มีรสเปรี้ยว เมล็ดมี 3-4 เมล็ด ติดกัน

ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก ผล

สรรพคุณ :

ใบและราก
- เป็นยาดอกเปรี้ยวเค็ม และปรุงเป็นยาต้ม รับประทานแก้กระษัย แก้ระดูเสีย ขับฟอกโลหิต
- เป็นยาระบายอ่อนๆ
- เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอดี

ผล
- เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอดี
- เป็นอาหาร


สาบเสือ
เป็นพืชปีเดียว ตาย ต้นสูง 1 – 3 เมตร ก้านมีริ้วรอย ปกคลุมด้วยขน ก้านและใบเอามาขยี้จะมี กลิ่นแรง ใบออกตรงข้ามกัน ลักษณะค่อนมาทางรูปสามเหลี่ยม ตัวใบยาว 3 – 10 ซม . ปลายใบแหลม ฐานใบกว้างใหญ่ หรือ กลมๆ ขอบใบมีรอยหยักคล้ายฟันขนาดใหญ่ มี ขนปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ด้านท้องใบมีขนหนาแน่นกว่าหลังใบ ดอกออกเป็นช่อลักษณะ เป็นกระจุกคล้ายร่ม ดอกสีขาวออกม่วง มีดอกย่อยวงนอกเป็นเส้นสีขาวออก มา 1 วง ส่วนกลางของช่อดอกเป็นดอกย่อยที่มีทั้งเกสนตัวผู้และเกสรตัวเมียใน ดอกเดียวกัน กลีบดอกมีลักษณะเป็นหลอด ส่วยปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ผลมีขนาด เล็ก มีห้าเหลี่ยม ส่วนปลายมีขนช่วยพยุงให้ลอยไปตกได้ไกลๆออกดอกในฤดู หนาว มักพบตามที่รกร้างทั่วไป ชอบขึ้นตามที่มีแสงแดดมากๆตามทุ่งกว้าง ริม ถนน

สาบเสือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eupatorium odoratum L.
วงศ์ : Compositae
ชื่ออื่น : หญ้าเสือหมอบ ( สุพรรณ – ราชบุรี – กาญจน์ ), รำเคย ( ระนอง ), ผักคราด, บ้านร้าง(ราชบุรี) , ยี่สุ่นเถื่อน (สุราษฎร์), ฝรั่งเหาะ, ฝรั่งรุกที่ (สุพรรณ) , หญ้าดอกขาว ( สุโขทัย – ระนอง ) , หญ้าเมืองวาย ( พายัพ ), พาทั้ง (เงี้ยว เชียงใหม่) , หญ้าดงรั้ง , หญ้าพระสิริไอสวรรค์ ( สระบุรี ), มุ้งกระต่าย (อุดร ) ,หญ้าลืมเมือง ( หนองคาย ),หญ้าเลาฮ้าง ( ขอนแก่น ) , สะพัง ( เลย ), หมาหลง ( ศรีราชา – ชลฯ) , นองเส้งเปรง ( กะเหรี่ยง เชียงใหม่) , ไช้ปู่กุย ( กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน ) , หญ้าเมืองฮ้าง ,หญ้าเหมือน
( อิสาน) , หญ้าฝรั่งเศส , เบญจมาศ ( ตราด ) , เซโพกวย ( กะเหรี่ยง เชียงใหม่ ) , มนทน ( เพชรบูรณ์ ) ; ปวยกีเช่า , เฮียงเจกลั้ง ( จีน )

ลักษณะต้น : เป็นพืชปีเดียวตาย ต้นสูง 1 – 3 เมตร ก้านมีริ้วรอย ปกคลุมด้วยขน ก้านและใบเอา มาขยี้จะมีกลิ่นแรง ใบออกตรงข้ามกัน ลักษณะค่อนมาทางรูปสามเหลี่ยม ตัวใบยาว 3 – 10 ซม. ปลายใบแหลม ฐานใบกว้างใหญ่ หรือ กลมๆ ขอบใบมีรอยหยักคล้ายฟันขนาดใหญ่ มีขนปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ด้านท้องใบมีขนหนาแน่นกว่าหลังใบ ดอกออกเป็นช่อลักษณะเป็นกระจุก คล้ายร่ม ดอกสีขาวออกม่วง มีดอกย่อยวงนอกเป็นเส้นสีขาวออกมา 1 วง ส่วนกลางของช่อดอกเป็นดอกย่อยที่มีทั้งเกสนตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียว กัน กลีบดอกมีลักษณะเป็นหลอด ส่วยปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ผลมีขนาดเล็ก มีห้าเหลี่ยม ส่วนปลายมีขนช่วยพยุงให้ลอยไปตกได้ไกลๆออกดอกในฤดูหนาว มักพบตามที่รกร้างทั่วไป ชอบขึ้นตามที่มีแสงแดดมากๆตามทุ่งกว้าง ริมถนน

ส่วนที่นำมาใช้ :
ก้านและใบ ใช้สด

การนำมาใช้ประโยชน์ :
ก้านและใบ รสสุขุม ฉุนเล็กน้อย ใช้ฆ่าแมลง ห้ามเลือดแก้แผลที่แมลงบางชนิดกัดแล้วเลือดไหลไม่หยุด ใช้ใบสดตำพอกปากแผล หรือ อาจใช้ใบสดตำกับปูนกินหมากพอกแผลห้ามเลือดได้หรือใช้ใบสดขยี้ปิดปากแผลเลือด ออกเล็กน้อยได้ดี

ผลทางเภสัชวิทยา :

น้ำต้มสกัดจากใบและต้น มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของหนูตะเภา แต่ลดการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของกระต่าย น้ำต้มสกัดและผลึกสารที่สกัดได้จากต้นนี้ ไม่มีผลอย่างเด่นชัดต่อมดลูกที่แยกออกจากตัวของกระต่าย หากนำไปฉีดเข้าช่องท้องของหนูเล็ก พบมีความเป็นพิษเพียงเล็กน้อย

สารเคมีที่พบ :

ทั้งต้น มีน้ำมันระเหย ซึ่งประกอบด้วย Eupatol(22) , Coumarin ,d และ I – Eupatene(1), Lupeol , b – Amyrin และ Flavone Salvigenin (22)

ใบ มี Ceryl alcohol ; a-,b-,g- Sitosterol (23) , Anisic acid , Trihydric alcohol (C25 H34O5,m.p.278-280ฐC) , Tannin , น้ำตาล (24) ,Isosakuranetin , Odoratin , (2/ – hydroxy – 4 , 4/ , 5/ ,6/ – tetramethoxychalcone) , Acacetin (25)


ต้นหมี่ พืชพรรณพื้นบ้านหลากประโยชน์
ใบ หมี่ เป็นพืชท้องถิ่นหาได้ง่ายชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผม เนื่องจากมีสารเมือก มี Polysaccharide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่ที่มีคุณสมบัติเป็น สารเพิ่มความหนืด สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้นอก ใบหมี่มีชื่อ ในตำรับยาล้านนาว่า หมีเหม็นและมีชื่ออื่นๆ เช่น ในภาคเหนือเรียกว่า มะ เย้อ ยุบเหยา หมีเหม็น ยุกเยา ยุบเย้า ดอกจุ๋ม (ลำปาง) ตังสี ไพร(พิษณุโลก) เส่ปึยขู้(กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) หมูเหม็น (แพร่) ในภาคกลาง เรียกอีเหม็น (กาญจนบุรี ราชบุรี) ภาคตะวันออก เรียก กำปรน บาย(จันทบุรี) หมูทะลวงมะเย้อ (ชลบุรี) ภาคตะวันออกเฉียง เหนือ เรียก มี่(อุดรธานี) ภาคใต้ เรียก ทังบวน(ปัตตานี) มือเลาะ (มลายู ยะลา) ม้น(ตรัง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Litsea glutinosa(Lour) C.B. Rob.,L.sebifera Blume,L. Chi.nensis Lam. ชื่อสามัญ : -
วงศ์ : LAURACEAE
ชื่ออื่น : ภาคเหนือเรียกว่า มะเย้อ ยุบเหยา หมีเหม็น ยุกเยา ยุบเย้า ดอกจุ๋ม (ลำปาง) ตังสีไพร(พิษณุโลก) เส่ปึยขู้(กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) หมูเหม็น (แพร่) ในภาคกลางเรียกอีเหม็น (กาญจนบุรี ราชบุรี) ภาคตะวันออก เรียก กำปรนบาย(จันทบุรี) หมูทะลวงมะเย้อ (ชลบุรี) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก มี่(อุดรธานี) ภาคใต้ เรียก ทังบวน(ปัตตานี) มือเลาะ(มลายู ยะลา) ม้น(ตรัง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 5-15 เมตร ชอบขึ้นบริเวณดินร่วนปนทราย ตามไร่ นา ป่า โคก เปลือกมีกลิ่นหอม ใบ เป็นใบเดี่ยว ผล เป็นผลเดี่ยว ผลสดรูปทรงกลม ออกเป็นพวง พวงละ 3-7 ผล ผลดิบสีเขียวจุดขาวมันวาว ผลสุกมีสีม่วงเข้มออกดำ เมล็ด เมล็ดสดรูปทรงกลม เนื้อเมล็ดแน่น สีขาวนวล หนึ่งผลมีหนึ่งเมล็ด ต้นหมี่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีทางธรรมชาติได้ 2 วิธี คือ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและการงอกเป็นต้นกล้าจากรากของต้นเดิมที่แผ่ขยายออกไป

การใช้ประโยชน์ : ส่วน ต่าง ๆ ของต้นหมี่มีสรรพคุณทางยา คือ ราก นำมาใช้ตำทาแก้ ฝี หนอง ต้มกินแก้ท้องอืด แก้ท้องร่วง เป็นส่วนผสมยาเย็น ยาผง ยาแก้ซาง บางหมู่บ้านนำรากตากให้แห้ง แล้วดองกับเหล้าขาว แก้โรคเลือด เช่น ระดูมาไม่ปกติ ลมพิษ เป็นต้น เปลือก นำมาใช้ฝนทาแก้ฝี ผิวในของเปลือกสดอมแก้ปวดฟัน แก้ปากเหม็น ต้มอาบแก้ผดผื่น แก้ท้องอืด ใบ ใบสดใช้ฆ่าเหา ใช้ขยี้ทารักษาแผล กลากเกลื้อน แก้พิษแมงมุม แก้ท้องร่วง ท้องอืด นอกจากนั้นก็ใช้ ลำต้นใช้สร้างบ้านเรือน เผาถ่าน ทำฟืน ทำเขียง ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำด้ามมีด จอบ เสียม ขวาน ทำยุ้งใส่ข้าว และปลูกให้ร่มเงา เปลือกใช้ย้อมผ้า ย้อมแหให้ติดสี ผงเปลือกทำธูปจุดไล่แมลง ยางของต้นหมี่ ใช้ทาเครื่องจักสานให้หนา และทนทาน ใช้ดักแมลงตัวเล็กๆ ใช้ใบสดสระผม ใช้ตำผสมกับผลทำหัวเชื้อชีวภาพ ใช้บ่มกล้วยให้สุกเร็ว ใช้รองฝาปิดปากไหปลาร้ากันหนอน ดอก ของต้นหมี่สามารถนำมาตากแห้งอบน้ำหอม ประดิษฐ์เป็นของชำร่วย ผลสุก ใช้บีบหรือตำทาแก้โรคผิวหนัง หรือนำมาสระผมก็ได้

เปิด สวนสมุนไพรใบหมี่ หนึ่งเดียวในประเทศไทย ผลิตสินค้าออร์แกนิกส์ส่งป้อนตลาดโลก บนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ติดริมลำน้ำชี ลำน้ำสาขาที่แยกพื้นที่ของสองจังหวัดระหว่าง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ มีสวนสมุนไพรอย่างใบหมี่ พืชพรรณพื้นบ้านชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้นที่เกิดอาศัยในพื้นที่ป่าโปร่งดิบแล้ง แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าเหล่านี้ในประเทศไทยได้หายไปเกือบหมดแล้ว ต้นมี่ยืนหยัดอยู่ตามหัวไร่ปลายนาเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้เห็นคุณค่าของไม้ชนิดนี้ จึงได้นำมารวบรวมเป็นสวนสมุนไพรใบหมี่ ที่เป็นวัตถุดิบหลักสำคัญในการนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักเส้นผมภายใต้ แบรนด์ “จินดาสมุนไพร”

คุณรัชชัย ตลอดไธสง ผู้จัดการสวนสมุนไพรใบหมี่เล่าให้ฟังว่า สวนสมุนไพรใบหมี่เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะรวบรวมพันธุ์ต้นหมี่ไว้ในที่ เดียวกัน หลังจากที่น้องชาย(คุณไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการ บริษัท จินดาสมุนไพร จำกัด) ได้ทำธุรกิจแชมพูสมุนไพรจากใบหมี่สด ที่มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นผมแข็งแรง โดยวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้นั้นเป็นใบหมี่สดถึง 95% จากเดิมซึ่งเคยใช้ใบหมี่ที่ขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนา เดินเก็บไปเรื่อยๆ เนื่องจากต้นหมี่เป็นไม้ที่ไม่เกิดกับที่ อีกทั้งเป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนมากนัก ใบมีกลิ่นฉุน ประโยชน์ที่ชาวบ้านพอจะใช้ได้คือร่มเงา มีใบค่อนข้างหนา ลำต้นสูง โปร่ง หลังจากที่ใช้ใบหมี่ที่กระจัดกระจายกันอยู่มากพอสมควร ทางจินดาสมุนไพรจึงได้มีนโยบายที่จะรวมให้เป็นสวนสมุนไพรขึ้นมา ซึ่งได้มองหาทำเลที่เหมาะสมและพบว่าพื้นที่ดินชุ่มผสมแล้งที่ติดริมลำชี อ.กระลัง จ.บุรีรัมย์ แห่งนี้ เหมาะที่จะเคลื่อนย้ายต้นหมี่มาปลูก เนื่องจากต้นหมี่เป็นพืชที่ใช้ระยะเวลา ในการเพาะพันธุ์ที่ยาวนาน ดังนั้นทางสวนจึงได้ทำการขุดเป็นต้นที่เกิดตามทุ่งนาบ้าง ในป่าริมแม่น้ำบ้างมารวมไว้ภายในสวน โดยใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 80 เซนติเมตร และ ก่อนปลูกจะรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ต้นหมี่เป็นพืชที่ทนแล้ง แต่ก็ต้องการน้ำในระยะแรก และสามารถเก็บใบได้หลังจากที่เริ่มผลิใบได้ประมาณ 45-50 วันไปแล้ว

การดูแลรักษา : ก็ จะดูเรื่องวัชพืชเป็นหลัก ต้องคอยกำจัดอยู่ประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง ปัจจุบันภายในสวนมีต้นหมี่อยู่กว่า 200 ต้น เรียกได้ว่า เป็นสวนใบหมี่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหรือในโลกเลยก็ว่าได้ คุณรัชชัย บอกอีกที ต้นหมี่นั้นเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย โรคและแมลงไม่มี แต่ก็ไม่ได้ประมาท เนื่องจากด้านนอกพื้นที่ปลูกมีการทำนาจึงคอยระวังเรื่องสารเคมีอยู่เหมือน กัน แต่โชคดีที่ว่าชาวบ้านนั้นทำนาแบบปลอดสารเคมีกันทุกบ้าน ทำให้ความกังวลใจเรื่องของสารเคมีนั้นหมดไป เรียกได้ว่าใบหมี่ที่นำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมภายใต้แบรนด์ “จินดาสมุนไพร” นั้นปลอดภัย 100% เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์แท้ๆ ส่วนวิธีการเก็บใบหมี่เพื่อนำไปทำแชมพูนั้น จะเลือกเก็บใบที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป เพราะจะทำให้การผลิตไม่ได้คุณภาพ และต้องมีการคัดคุณภาพของใบก่อนทุกครั้ง ที่จะส่งต่อไปยังโรงงานผลิต เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญและพิถีพิถันพอสมควร

**เกี่ยวกับความเป็นมาของผลิตภัณฑ์”จินดาสมุนไพร” นั้น โดยบริษัทฯได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสถาบันและพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับใบหมี่สด ในการนำมาใช้ในเครื่องสำอาง พบว่าสารสกัดจากใบหมี่สด เมื่อนำมาทำเป็นแชมพูจะมีความหนืดและเกิดฟอง มีความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม มีการทดสอบกับปอยผม พบว่า หวีผมได้ลื่นขึ้นหลังจากใช้แชมพูขณะผมเปียก ผมนุ่มสลวยเป็นเงางาม และมีการนำไปทดลองกับผู้ใช้จริงพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจกว่า 95% ทำให้ผลิตภัณฑ์จากจินดาสมุนไพรที่สกัดจากใบหมี่สดนั้นช่วยเพิ่มความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเตรียมส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ อาทิ เกาหลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และ สิงคโปร์เป็นต้น และยังได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุข และ ตราสัญลักษณ์ “ฮาลาล” อีกด้วย


มะนาว แก้ไอ ขับเสมหะ
ประโยชน์จากน้ำ มะนาว แก้โรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ทำอาหาร ขับเสมหะ ฟอก โลหิต ทำให้ผิวนุ่มนวล แก้ซาง บำรุงเสียง บำรุงโลหิต ขับระดู แก้เล็บขบ แก้ ขาลาย จิบแก้ไอ ดับกลิ่นเหล้า ฆ่าพยาธิในท้อง รักษาผม ขับลม รักษาลมพิษ แก้ ริดสีดวง แก้ระดูขาว แก้พิษยางน่อง แก้ไข้ แก้ไข้กาฬ แก้ฝี แก้ปวด แก้ อักเสบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle
ชื่อสามัญ : Common lime
วงศ์ :
Rutaceae
ชื่ออื่น : ส้มมะนาว มะลิว (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนามแหลม เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลปนเทา ใบ เป็นใบประกอบ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยใบเดียว รูปไข่หรือรูปรียาว กว้าง 3-5 ซม. ยาว4-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนมีปีกแคบๆ ขอบใบหยัก แผ่นใบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ตามผิวใบ ดอก ออกเป็นช่อสั้น 5-7 ดอก หรือออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ ที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว กลีบดอกมี 4-5 กลีบ หลุดร่วงง่าย ผล รูปทรงกลม ผิวเรียบเกลี้ยง ผลอ่อนสีเขียวเข้ม พอแก่เป็นสีเหลือง ข้างในแบ่งเป็นห้องแบบรัศมี มีรสเปรี้ยว เมล็ดกลมรี สีขาว มี 10-15 เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : น้ำมะนาว (น้ำคั้นจากผล) ราก ใบ ดอก ผล เมล็ด
สรรพคุณ :

น้ำมะนาว – แก้โรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ทำอาหาร ขับเสมหะ ฟอกโลหิต ทำให้ผิวนุ่มนวล แก้ซาง บำรุงเสียง บำรุงโลหิต ขับระดู แก้เล็บขบ แก้ขาลาย จิบแก้ไอ ดับกลิ่นเหล้า ฆ่าพยาธิในท้อง รักษาผม ขับลม รักษาลมพิษ แก้ริดสีดวง แก้ระดูขาว แก้พิษยางน่อง แก้ไข้ แก้ไข้กาฬ แก้ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ

ราก – กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษสำแดง แก้สติหลงลืม แก้ไข้ แก้ไข้กาฬ แก้ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ ถอนพิษไข้ กลับไข้ซ้ำ

ใบ – ฟอกโลหิต แก้ตับทรุด

ดอก – แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ ) แก้ไอ ขับเสมหะ

ผล – แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง ทาแก้ผิวแห้งตกสะเก็ด แก้สิวฝ้า แก้ส้นเท้าแตก แก้ไอ รักษาแผลจากแมลงมีพิษ

เมล็ด – แก้พิษตานซาง แก้หายใจขัด แก้ไข้ขับเสมหะ แก้พิษฝีภายใน

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ยาแก้ไอขับเสมหะ – น้ำในผลที่โตเต็มที่ น้ำมะนาว 2-3 ช้อนแกง, เมล็ดมะนาว 10-20 เมล็ด นำน้ำมะนาวเติมเกลือเล็กน้อย จิบ จะช่วยทำให้เสมหะถูกขับออก และเสียงดี ถ้าเป็นเมล็ดมะนาวนำไปคั่วให้เหลือง บดให้ละเอียด เติมพิมเสน 2-5 เกล็ด ชงน้ำร้อนรับประทาน เป็นยาขับเสมหะ
ยาป้องกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) – ใช้น้ำจากผลที่แก่จัดไม่จำกัด เติมเกลือ น้ำตาล น้ำแข็ง ใช้เป็นเครื่องดื่ม หรือจะใส่ในอาหาร ก็ได้ผลเช่นกัน
ยาห้ามเลือด ใส่แผลสด- ใช้น้ำจากผล ครึ่งช้อนชา หรือ 1/4 ช้อนแกง แผลถูกมีดบาด เลือดไม่หยุด บีบน้ำมะนาวลงไป 3-4 หยด เลือดจะหยุด

สารเคมี :

ใบ มี Alcohols, Aldehydes, Elements, Terpenoids, Citral
ผล มี 1 – Alanine, γ – Amino butyric acid, 1 – Glutamic acid
เมล็ด มี Glyceride Oil
น้ำมันหอมระเหย มี P – Dimethyl – a – Styrene, Terpinolene


มะขามป้อม แก้ไอ ขับเสมหะ
มะขามป้อมเป็นไม้ ต้น สูง 10-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องตามยาว กิ่งก้าน แข็ง เหนียว ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.
ชื่อสามัญ : Emblic myrablan, Malacca tree
วงศ์ : Euphorbiaceae
ชื่ออื่น : กำทวด (ราชบุรี) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) สันยาส่า มั่งลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน )

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องตามยาว กิ่งก้านแข็ง เหนียว ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปขอบขนาน กว้าง 1- 5 มม. ยาว 4-15 มม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมนหรือเว้าเข้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกเล็กๆ ดอกสีเหลืองอ่อนออกเขียว กลีบดอกมี 5-6 กลีบ มีเกสรเพศผู้สั้นๆ 3-5 อัน ก้านดอกสั้น ผล รูปทรงกลม ขนาด 1.3-2 ซม. เป็นพูตื่นๆ 6 พู ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง พอแก่เป็นสีเหลืองออกน้ำตาล เมล็ดรูปรี เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง
ส่วนที่ใช้ : น้ำจากผล ผลโตเต็มที่

สรรพคุณ :

น้ำจากผล – แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ

ผล – แก้ไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ

วิธีและปริมาณที่ใช้ : ผลโตเต็มที่ จำนวนไม่จำกัด รับประทานเป็นผลไม้


ขี้เหล็ก
ขี้ เหล็ก เดิมเป็นไม้ในบริเวณเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นับจากหมู่เกาะต่างๆ ของ ประเทศอินโดนีเซียไปจนกระทั่งถึงประเทศศรีลังกา ต่อมามีผู้นำเอาไม้ขี้เหล็ก ไปปลูกในบริเวณต่างๆ สำหรับในประเทศไทยเราจะพบไม้ขี้เหล็กในแทบทุก จังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้ ชาวบ้านนิยมปลูกไม้ขี้ เหล็กเป็นไม้ให้ร่มและเป็นไม้ประดับ ขึ้นได้ในดินร่วนปนทรายที่มีการระบาย น้ำดี

ขี้เหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia siamea (Lamk.) Irwin et Barneby
ชื่อวงศ์ : Fabaceae (Leguminosae)
ชื่อพ้อง : Cassia florida Vahl, Cassia siamea Lam.
ชื่ออังกฤษ : Cassod tree, Siamese senna, Thai copperpod, Siamese cassia
ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กแก่น, ขี้เหล็กบ้าน, ขี้เหล็กหลวง, ขี้เหล็กใหญ่, ผักจี้ลี้, แมะขี้เหละพะโดะ, ยะหา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ต้นขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ยอดอ่อนสีแดงเรื่อๆ ใบประกอบเป็นแบบขนนก เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง ดอกช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่ง ดอกจะบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ กลีบเลี้ยงมี 3-4 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้10 อัน ผลเป็นฝักแบนยาวมีสีคล้ำ เมล็ดรูปไข่ยาวแบนสีน้ำตาลอ่อนเรียงตามขวางมี 20-30 เมล็ด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแก่เกือบดำ

ส่วนของดอกและใบขี้เหล็กใช้เป็นอาหารในหลายประเทศ เช่น ไทย พม่า อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น ในตำราการแพทย์แผนไทยได้มีการบันทึกประโยชน์ของขี้เหล็กในหลายด้าน เช่น ใช้แก้อาการท้องผูก ใช้แก้อาการนอนไม่หลับ ใช้ทำความสะอาดเส้นผม ทำให้ผมชุ่มชื่นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ช่วยเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี และบำรุงโลหิต เป็นต้น
การปลูก :
เพาะเมล็ดจนงอกใบจริง 3–5 ใบ แล้วย้ายปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองกันหลุมก่อน รดน้ำให้ชุ่มทันที

การขยายพันธุ์ : การขยายพันธุ์ใช้เมล็ด

ลักษณะทางวิทยาศาสตร์ :

ในปี พ.ศ. 2485 ศาสตราจารย์ นพ.อวย เกตุสิงห์ ได้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของต้นขี้เหล็ก พบว่าใบและดอกขี้เหล็กทำให้เกิดอาการง่วงซึมและมีพิษน้อยกว่าสมุนไพรชนิด อื่นๆ ที่ได้ศึกษา ต่อมาจึงมีผู้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดใบขี้เหล็กอีกครั้งโดยใช้ แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2513 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษได้รายงานว่าสามารถสกัดสารชนิดใหม่จากใบขี้เหล็กได้ โดยตั้งชื่อว่าบาราคอล (barakol)

คุณค่าทางอาหาร :

ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสขม ต้องคั้นน้ำทิ้งหลาย ๆ ครั้งก่อนจึงเอามาปรุงอาหารได้ นิยมนำมาทำแกงกะทิ หรือทำเป็นผักจิ้มจะช่วยระบายท้องได้ดีทั้งดอกตูมและใบอ่อนมีสารอาหารหลาย อย่างคือ วิตามิน เอ และวิตามินซี ค่อนข้างสูงในดอกมีมากกว่าใบเอาใบขี้เหล็กมาบ่มรวมกับผลไม้จะช่วยทำให้ผลไม้ สุกเร็วขึ้น
ประโยชน์ของขี้เหล็ก :

++ การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ ++ แปรรูปใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น เสา รอด ตง เครื่องเรือนอย่างดี, เป็นฟืนให้ความร้อน 4,441 แคลอรี่/กรัม ถ้าเป็นถ่านให้ความร้อนสูง 6,713 – 7,036 แคลอรี่/กรัม

++ การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศน์ ++ ปลูกเป็นพรรณไม้ปรับปรุงดินเนื่องจากใบมีธาตุไนโตรเจนสูง ช่วยปกคลุมดินและความชื้นได้ดี เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกเป็นป่าอนุรักษ์ในที่ที่มีความชื้นปานกลาง – สูง

++ การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ ++ ดอกและดอกอ่อนใช้รับประทานได้ ใช้ทำแกงขี้เหล็กได้


การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร :

ดอก รักษาโรคเส้นประสาท นอนไม่หลับ ทำให้หลับสบาย รักษาโรคหืด รักษาโรคโลหิตพิการ ผายธาตุ รักษารังแค ขับพยาธิ
ราก รักษาไข้ รักษาโรคเหน็บชา ทาแก้เส้นอัมพฤกษ์ให้หย่อน แก้ฟกช้ำ แก้ไข้บำรุงธาตุ ไข้ผิดสำแดง
ลำต้นและกิ่ง เป็นยาระบาย รักษาโรคผิวหนัง แก้โรคกระษัย แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว
ทั้งต้น แก้กระษัย ดับพิษไข้ แก้พิษเสมหะ รักษาโรคหนองใน รักษาอาการตัวเหลือง เป็นยาระบาย บำรุงน้ำดี ทำให้เส้นเอ็นหย่อน
เปลือกต้น รักษาโรคริดสีดวงทวาร โรคหิด แก้กระษัยใช้เป็นยาระบาย
กระพี้ รสขมเฝื่อน แก้ร้อนกระสับกระส่าย บำรุงโลหิต คุมกำเนิด
ใบ รักษาโรคบิด รักษาโรคเบาหวาน แก้ร้อนใน รักษาฝีมะม่วง รักษาโรคเหน็บชา ลดความดันโลหิตสูง ขับพยาธิ เป็นยาระบาย รักษาอาการ นอนไม่หลับ
ฝัก แก้พิษไข้เพื่อน้ำดี พิษไข้เพื่อเสมหะ แก้ลมขึ้นเบื้องสูง เบื้องบน โลหิตขึ้นเบื้องบน ทำให้ระส่ำระสายในท้อง
เปลือกฝัก แก้เส้นเอ็นพิการ
ใบแก่ ใช้ทำปุ๋ยหมัก

ข้อเสนอแนะการใช้สมุนไพรแก้อาการท้องผูก :

1. สมุนไพรพวกนี้ ให้ใช้ในขณะที่มีอาการท้องผูก ห้ามใช้ประจำ เพื่อจุดประสงค์ต้องการให้มีรูปร่างระหง และควรรับประทานยาสมุนไพรก่อนนอน
2. ขนาดที่ใช้อาจเพิ่มหรือลดลงได้เล็กน้อยขึ้นอยู่กับ “อายุ” เด็ก หรือผู้ที่ธาตุเบา ควรใช้ขนาดลดลง ถ้าผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือ ธาตุหนัก ควรเพิ่มสมุนไพรเล็กน้อย
3. ห้ามใช้ในบุคคลที่กำลังตั้งครรภ์แก่


”ขิง” แก้หวัด คลื่นไส้ อาเจียน
ขิง (Ginger) เป็น ทั้งพืขสุมนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณด้านการรักษาโรคได้ เช่น รักษาโรค ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน รักษาอาการไอที่มีเสมหะ รักษากลาก เกลื้อน  เป็นยาอายุวัฒนะ การผลิตขิงแบ่งออกเป็น การปลูกขิงเพื่อบริโภค สด ส่งโรงงานอุตสาหกรรม และการปลูกเพื่อผลิตพันธุ์ ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดี ในเขตร้อน แหล่งที่ปลูกที่สำคัญได้แก่ อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน รอง ลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวันและไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae
ชื่อสามัญ : Ginger
ชื่ออื่น : ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทรบุรี), ขิงเผือก (เชียงใหม่), สะเอ (แม่ฮ่องสอน), ขิงบ้าน, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา, ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง), เกีย (จีนแต้จิ๋ว)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของขิง :
ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินซึ่งมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อน แต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว ขิงจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น กระวาน เร่ว ขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ยิ่งแก่ยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลำต้นบนดินมีลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ถ้ากนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอกมีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้นซึ่งไม่มีใบที่ก้านดอก ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบๆดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผลมีลักษณะกลมแข็ง

การขยายพันธุ์ขิง :
ใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนทราย โดยยกดินเป็นร่องห่างกัน 30 ซม. ปลูกห่างกัน 20 ซม. ลึก 5 – 10 ซม. ขิงชอบขึ้นในที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังอาจโดนโรคเชื้อรา

สารเคมีและสารอาหารที่สำคัญในขิง : ในเหง้าขิงมี

• น้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 1 – 3 % ขึ้น อยู่กับวิธีปลูกและช่วงการเก็บรักษา ในน้ำมันประกอบด้วยสารเคมี ที่สำคัญคือ ซิงจิเบอรีน (Zingiberene), ซิงจิเบอรอล (Zingiberol), ไบซาโบลี (bisabolene) และแคมฟีน(camphene)

• น้ำมัน (oleo-resin)ในปริมาณสูง เป็นส่วนที่ทำให้ขิงมีกลิ่นฉุน และมีรสเผ็ด ส่วนประกอบสำคัญ ในน้ำมันซัน ได้แก่ จินเจอรอล (gingerol), โวกาออล (shogaol), ซิงเจอโรน (zingerine)

• มีคุณสมบัติเป็นยากัดบูดกันหืน ใช้ใส่ในน้ำมันหรือไขมัน เพื่อป้องกันการบูดหืน สารที่ทำให้ขิงมีคุณสมบัติเป็นยากันบูด กันหืนได้คือ สารจำพวกฟีนนอลิค

สรรพคุณทางยาของขิง :
เหง้า รสหวานเผ็ดร้อน ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ ขับเสมหะ แก้บิด เจริญอากาศธาตุ สารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ใช้เหง้าแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาว เติมเกลือเล็กน้อย จิบแก้ไอ ขับเสมหะ

ต้น รสเผ็ดร้อน ขับลมให้ผายเรอ แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง
ใบ รสเผ็ดร้อน บำรุงกำเดา แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ
ดอก รสเผ็ดร้อน แก้โรคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมัว ช่วยย่อยอาหาร แก้ขัดปัสสาวะ
ราก รสหวานเผ็ดร้อนขม แก้แน่น แก้ศอเสมหะ เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะ แก้บิด
ผล รสหวานเผ็ด บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ
ขนาดและวิธีการนำขิงมาใช้ประโยชน์ :

• ไอระคายคอจากเสมหะ
- วิธีที่ 1 เหง้าขิงแก่ 2 หัวแม่มือ หรือ 5 กรัม ฝนกับน้ำมะนาว กวาดคอ ถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ให้เติมน้ำพอควร

- วิธีที่ 2 เหง้าขิงแก่ 2 หัวแม่มือ หรือ 5 กรัม ตำเติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำแทรกเกลือ ใช้กวาดคอ ถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ให้เติมน้ำพอควร

•แก้ปากเหม็น คั้นผสมน้ำอุ่นและเกลือเล็กน้อย อมบ้วนปาก ฆ่าเชื้อโรคในปาก

•แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ท้องผูก ขับลม คลื่นไส้อาเจียน และอาการเมารถเมาเรือ นำเหง้าขิงแก่สด 50 กรัม ทุบให้แตก นำไปต้มกับน้ำ 2 แก้ว รินดื่มแต่น้ำ วันละ 3 ครั้ง

•ปวดกระเพาะอาหารใช้เหง้าขิง น้ำตาลทรายแดง และพุทราแห้ง ต้มดื่มวันละครั้ง

•ผมร่วง หัวเริ่มล้าน ใช้เหง้าสดนำมาผิงไฟให้อุ่น ตำพอกบริเวณที่ผมร่วง วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้พอกต่อไปสักระยะ

•แก้สะอึก ใช้ขิงสดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ทำเป็นน้ำขิงสดรับประทาน

•ขับเหงื่อ นำขิงแก่มาปอกเปลือกฝานเป็นชิ้นบางๆ นำไปตากในที่ร่มจนแห้ง (2 วัน) เอาขิงแห้ง 3 กรัม ไปต้มกับน้ำ 1 แก้วจนเดือด เป็นเวลา 3 นาที เอาเฉพาะส่วนน้ำมาเติมน้ำตาลทรายขาว

•แก้ตานขโมย นำขิง พริกไทย ใบกะเพรา ไพล มาบดผสมกันรับประทาน

•แก้ไข้ ร้อนใน ใช้ลำต้นที่แก่สดทุบแตกประมาณ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม

•ถูกแมงมุมกัด แผลที่บีบน้ำเหลืองออก ใช้ขิงฝานเป็นแผ่นบางๆ นำมาวางทับบริเวณที่เป็น

•แก้ไอ ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไป ครึ่งแก้ว ปิดฝาตั้งไว้ 5 นาที รินเอาแต่น้ำดื่ม ระหว่างอาหารแต่ละมื้อ หรือนำเหง้าขิงมาฝานเป็นแผ่นจิ้มเกลือรับประทาน

•กำจัดกลิ่นรักแร้ ใช้เหง้าขิงแก่มาทุบ คั้นเอาแต่น้ำขิง ทารักแร้เป็นประจำจะช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา

•แผลเริมบริเวณหลัง ใช้เหง้า 1 หัว เอามาเผาจนผิวนอกเป็นถ่าน คอยปาดถ่านที่ผิวนอกออก เผาและปาดไปเรื่อยๆ นำผงถ่านที่ได้ผสมกับน้ำดีหมูใช้ทาบริเวณที่เป็น

•ฟกช้ำจากการหกล้ม หรือกระทบกระแทก ให้ใช้เหง้าสดมาตำกับเหล้าพอก หรือใช้น้ำคั้นจากใบสด 1 ถ้วย ตังกุย 100 กรัม บดเป็นผงผสมกับเหล้ากินติดต่อกันประมาณ 3 วัน

• หนังมือลอกเป็นขุย ให้ใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น นำมาแช่เหล้า 1 ถ้วยชา ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง เอาแผ่นขิงที่ผ่านการแช่มาถูกทาตามบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง

• แก้หวัด นำขิงแก่ขนาดประมาณหัวแม่มือ ทุบให้แตก หั่นเป็นแว่นต้มน้ำ 1 แก้ว ใช้ไฟอ่อนๆ ต้มน้ำให้เดือดนาน 5 นาที เสร็จแล้วตักขิงออก เติมน้ำเพิ่มเล็กน้อย ดื่มขณะยังอุ่น ทำอย่างนี้ 3 เวลา เช้า – กลางวัน – เย็น

•พยาธิตัวกลมจุกลำไส้ ใช้น้ำขิงผสมน้ำผึ้งดื่ม

**ข้อควรระวัง** การใช้น้ำสกัดจาก ขิงที่เข้มข้นมากๆ จะให้ผลตรงข้ามคือ จะไประงับการบีบตัวของลำไส้ จนทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ดังนั้นการดื่มน้ำที่สกัดจากขิงไม่ควรใช้น้ำเข้มข้นมากเกินไป เพราะจะไม่ให้ผลในการรักษาตามที่ต้องการ

วิธีใช้ขิงในการประกอบอาหาร :

ขิงที่นำมาประกอบอาหารมีหลายรูปแบบคือ ขิงสด ขิงดอง ขิงแห้ง ขิงผง รวมทั้งน้ำขิงที่เป็นเครื่องดื่ม ขิงเป็นเครื่องเทศที่ใช้แต่งกลิ่นอาหารเพิ่มรสชาติ และดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เช่น ใช้โรยหน้าปลานึ่ง โรยหน้าโจ๊กหรือผสมในน้ำจิ้มข้าวมันไก่ ต้มส้มปลา แกงฮังเล ยำกุ้งแห้ง ขิงยำ เป็นเครื่องเคียงของเมี่ยงคำ หรือทำเป็นขนมหวาน เช่น บัวลอยไข่หวาน มันเทศต้ม นอกจากนี้ขิงดองยังเป็นอาจาดในอาหารอีกหลายชนิด เช่น ข้าวหน้าเป็ด หรืออาหารญี่ปุ่น รวมทั้งยังเป็นส่วนผสมในการแต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด เช่น คุ้กกี้ พายน์ เค้ก พุดดิ้ง ผงกะหรี่ ในประเทศแถบตะวันตกนำขิงไปทำเป็นเบียร์ คือ เบียร์ขิง

*** ข้อสังเกต/ข้อควรระวัง***

1. ขิงแก่มีสรรพคุณในทางยา และมีรสเผ็ดร้อนมากกว่าขิงอ่อน
2. ขิงแก่มีเส้นใยมากกว่าขิงอ่อน
3. ในเหง้าขิงมีเอนไซม์บางชนิดทีสามารถย่อยเนื้อสัตว์ให้เปื่อยได้
4. สารจำพวกฟีนอลิคในขิงสามารถใช้กันบูดกันหืนในน้ำมันได้


สูตรสมุนไพรที่ใช้อยู่ไฟหลังคลอดบุตร

สมุนไพร ไทยมักมีการอังไฟ เข้ากระโจม นาบไฟ ชุดรับประทานยา ขับโลหิตเสีย ยำบำรุง โลหิต ฯลฯ ส่วนมากตำราจีนจะเป็นการรักษาร่างกายให้อบอุ่น รับประทานอาหารที่ มีส่วนผสมของขิง และพริกไทย  สูตอาหารจีนโบราณ ที่จัดให้ผู้หญิงหลังคลอดรับ ประทาน เช่น ชาชงข้าวเหนียว คั่วขิง ขาหมูน้ำส้มดำขิงแก่ แกงจืดกระเพาะหมู พริกไทย ไข่เจียวขิงแก่  ไก่ต้มขิงใส่เหล้าขาว และสูตรอาหารสำหรับเพิ่มน้ำ นมโดยเฉพาะ คือ แกงจืดปลาช่อนกับเต้าหู้และขิงแก่ การชำระร่างกายจะใช้น้ำ อุ่นที่ผ่านการต้มใบส้มโอ ซึ่งของไทยจะใช้ใบตะไคร้หอม  ใบหนาด ใบชุดเห็ด เทศ ใบส้มป่อย เป็นต้น


ฉบับ นี้ขอแนะนำสมุนไพรและตำรายาจาก คุณลุงทิ้ง เพ็งเซะ และคุณลุงจบ สุวรรณรัตน์ บ้านคอกช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นตำรับโบราณและได้ผล ดังนี้

++ ตำหรับยาอยู่ไฟหลังคลอด ++

1. หนาดใหญ่ ส่วนที่ใช้ ใบ
2. กล้วยน้ำว้า ส่วนที่ใช้ ใบ
3. เขยตาย ส่วนที่ใช้ ใบ
4. จิงจ้อขาว ส่วนที่ใช้ เถา , ใบ
5. จิงจ้อแดง ส่วนที่ใช้ เถา , ใบ
6. ขมิ้น ส่วนที่ใช้ ใบ

++ วิธีการใช้ ++

นำตัวยาทั้งหมดอย่างละประมาณ 2 กำมือ ผสมเข้ากันกับน้ำสะอาด แล้วผสมน้ำอาบ หรือ ต้มกับน้ำสะอาดจนเดือด ใช้ไอน้ำเดือดรมในกระโจมผ้า

เขียนโดย : ผชช.นลินี จาริกภากร
ที่มา : นิตยสารสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 18 ประจำเดือน เมษายน พ.ศ.2545

การใช้ใบมะกาเป็นยาระบายในผู้สูงอายุ
โดยทั่วไปผู้สูง อายุจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารได้น้อยและระบบขับถ่ายมี ปัญหา ยาระบายขนานนี้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น บรรเทาอาการโรครีดสีดวง ทวาร ซึ่งเวลาถ่ายจะสังเกตว่าอุจจาระจะไม่เหลวจนเกินไป ข้าวเปลือกหรือข้าว สารที่เป็นส่วนผสมจะมีส่วนในการช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

ข้อมูลจำเพาะทั่วไป :

ชื่อสามัญ : มะกา
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Bridilia Siamensis (ไบรดิเลีย ไซอะเมนซิส)
ลักษณะต้นและใบ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบมนยาว เส้นใบละเอียด ออกดอกสี เหลือง มีขึ้นตามป่าที่ราบและปลูกไว้ตามบ้านเรือน สำหรับใช้ประกอบทำยา สมุนไพร ชื่อเรียกโดยทั่วไปเรียก มะกา (ภาคกลาง) มัดกา (ภาษาใต้) มาด-กา,สา เล่าต้น (ภาคอีสาน)

“อาการท้องผูก” พบว่าเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพกับทุกคนและทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่นับวันประสิทธิภาพของระบบอวัยวะและระบบการทำงานของร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ไปตามกาลเวลา อาทิ ระบบขับถ่ายจนส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคริดสีดวงทวาร ลำไส้อักเสบ ฯลฯ คุณลุงเล็กและคุณป้าถนอม คู่สามีภรรยา ได้ทำการปลูกพืชสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบรรเทาและรักษาโรคบาง ชนิดได้ ลุงเล็กเลยนำสูตรสมุนไพรซึ่งเป็นสูตรยาระบายอ่อนๆ สำหรับผู้สูงอายุมาฝาก มีรายละเอียดดังนี้

สูตรยาสมุนไพรจากใบมะกา (สำหรับผู้สูงอายุ) :

1.ใบมะกา (ภาคกลางเรียก) ใบมัดกา (ภาคใต้เรียก) ลักษณะใบไม่อ่อนหรือไม่แก่จนเกินไป จำนวน 1 กำมือ
2.ข้าวเปลือกหรือข้าวสาร จำนวน 3 หยิบมือ
3.น้ำสะอาด จำนวน 1 ลิตร

วิธีการทำ :

1.นำใบมะกาและข้าวมาทำการล้างให้สะอาด
2.นำใบมะกาและข้าวมาใส่ในหม้อ (สำหรับต้มยา) ใส่น้ำลงไป
**โดยทั่วไปหม้อที่ใช้สำหรับต้มยาจะไม่ใช้ร่วมกับหม้อที่เราใช้ในการปรุงอาหาร**
3.นำไปตั้งไฟ เคี่ยวจนเหลือน้ำจาก 3 ส่วน เหลือ 1ส่วน หรือให้สังเกตว่าข้าวเปลือกจะแตกและบานออก

การดื่มเพื่อเป็นยาระบายอ่อนๆ :

***ให้ดื่มก่อนอาหารเย็น ในปริมาณ 1 แก้วกาแฟ ***


การทำน้ำหมักลูกยอเพื่อสุขภาพ
ต้นยอเป็นไม้ยืน ต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตา เป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก มีกลิ่น ฉุน มีสรรพคุณทางยา ผลดิบ รสเผ็ดร้อน ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับ โลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบ แห้ง และแก้ร้อนใน ลูกยอสามารถนำแปรรูปให้มีรสชาติหน้าทานได้โดยการนำมาทำ น้ำหมักเพื่อสุขภาพ ดังนี้

ส่วนผสมสำหรับการทำน้ำลูกยอหมัก :
- ลูกยอผลแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ 3 กิโลกรัม
-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
-น้ำสะอาด 5 ลิตร

วิธีทำ :
1. ผสมน้ำกับน้ำตาลทรายแดงให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด(ขนาด 20 ลิตร)
2. ล้างลูกยอให้สะอาดผ่านเป็นชิ้นๆ ใส่ลงถังแล้วกดให้จมน้ำแล้วปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (ในช่วง 7 วันแรกให้คนบ่อยๆ หากไม่คนจะขึ้นรา เพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในขวดโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบนแล้วใช้ไม้ขัดไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะอาจเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์ อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอา ผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากขวดโหลให้แน่น
3. เมื่อหมักครบ 3 เดือน จึงกรองเอาแต่น้ำ น้ำลูกยอที่ได้จะมีสีดำ หากหมักนานเกิน 3 เดือนยิ่งดี หรือเมื่อครบ 3 เดือนแล้วนำน้ำลูกหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน แล้วกากที่เหลือสามารถหมักต่อได้อีก 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น เพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้) น้ำหมักลูกยอที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอมเหมือนน้ำส้มสายชู

สรรพคุณ :
ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย

การผสมน้ำลูกยอหมักไว้รับประทานหลายวัน :
ส่วนผสม

น้ำหมักลูกยอ 1 ส่วน
น้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วน
น้ำต้มสุก 5 ส่วน

วิธีทำ :
นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้ สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้โดยไม่แช่ตู้เย็น จะมีรสเปรี้ยวเพราะ จุลินทรีย์ทำงาน ต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้รสชาติคงเดิม


การใช้หน่อไม้น้ำรักษา”โรคเบาหวาน”
หน่อไม้น้ำหรือกะ เป๊กนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว  ซึ่งเป็นที่นิยมแก่ผู้บริโภค  หน่อไม้น้ำ ยังถือเป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆ  อีกมากมาย  ซึ่งคุณ แสงทองได้แนะนำวิธีการนำหน่อไม้น้ำมาช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน  วิธีการ ต่างๆ  มีดังนี้


1. นำหน่อไม้น้ำที่แก่ ซึ่งนื้อในจะมีลักษณะเป็นจุดดำๆ คล้ายๆกับเนื้อแก้วมังกร มาหั่นบางๆ
2. นำหน่อไม้น้ำที่หั่นแล้วไปตากแดดให้แห้ง
3. นำมาต้มกับน้ำให้เดือด ใช้ดื่มแทนน้ำชาเป็นประจำทุกวัน
แค่นี้ก็สามารถที่จะนำหน่อไม้น้ำมาช่วยในการรักษาโรคเบาหวานได้แล้ว


”ส้มป่อย” แก้ไอ ขับเสมหะ
ส้มป่อยเป็นไม้ พุ่มรอเลื้อยขนาดใหญ่ ตามลำต้นกิ่งก้าน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสอง ชั้น ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบมน ดอกมีขนาดเล็กเป็นช่อกลม เป็นพู่ เหมือนดอกกระถิน ออกตามปลายกิ่ง ฝักแบนยาว คล้ายถั่วลันเตา สีน้ำตาลดำ ขอบ เป็นคลื่น ผิวย่น มีสารกลุ่มซาโปนินสูงถึง 20 % ตีกับน้ำจะเกิดฟองคงทน มาก มีเถาเป็นเนื้อไม้และมีหนามที่เปลือกของลำต้น ลำต้นเลื้อยพาดพันต้นไม้ อื่นได้ บริเวณยอดอ่อนเถาจะเป็นสีแดงคล้ำมีหนามอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ก้านใบ ประกอบยาว 6 – 16 ซม. ก้านใบยาว 1.5 – 5.2 ซม. ประกอบด้วยใบ 5-10 คู่ มีใบ ย่อย 10-35 คู่ ในแต่ละก้าน ใบย่อยมีสีเขียวขนาดเล็ก ดอก จะแตกออกจากง่ามใบ ลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายดอกกระถิน และมีเกสรเป็นขนอ่อนๆ รอบดอก เมื่อดอกแก่จะ กลายเป็นฝักยาว ผล เป็นฝัก ผิวของฝักมีคลื่นขรุ ขระ ฝักยาว 10 – 15 ซม. เปลือกของฝักอ่อนเป็นสีเขียวอมแดง พอแก่เป็นสี น้ำตาลเข้ม เมล็ดเรียงอยู่ภายในขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด


ชื่อพื้นบ้านอีสาน  : ส้มป่อย
ชื่อทั่วไป : ส้มป่อย หรือ ส้มขอน ภาคกลาง : ส้มป่อย ภาคเหนือ : ส้มใบ ส้มป่อย ภาคใต้ : ส้มใบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia concinna (Willd.) DC.
วงศ์ : Leguminosae-Mimosoideae
ประเภท : ไม้เถา

ประโยชน์ของส้มป่อย :
ยอดอ่อนของส้มป่อยใช้กินเป็นอาหาร และประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น เผ่าใส่ในน้ำมนต์ เป็นการรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ หรือใช้เป็นอุปกรณ์พรมน้ำมนต์(ตามวิถีชีวิตและความเชื่อของคนอีสาน) ในส่วนของฝักมีสารออกฤทธิ์ในกลุ่ม (saponin) ได้แก่ acacinin A, B, C, D และ E จากนอกจากนี้ยังมีการนำส้มป่อยไปใช้ในอุตสากรรมการทำเครื่องสำอางค์ (ยาสระผม น้ำหอม เป็นต้น)ในประเทศลาว

สรรพคุณทางสมุนไพร
ใช้ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง และเป็นยาขับเสมหะ

สรรพคุณทางยา
ใบ
– รสเปรี้ยว ฝาดร้อนเล็กน้อย สรรพคุณช่วยขับเสมหะ ขับระดูขาว แก้บิด ฟอกโลหิต แก้โรคตา
ดอก – รสเปรี้ยว ฝาด มัน แก้เส้นเอ็นพิการให้สมบูรณ์
ฝัก - รสเปรี้ยว เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ ทำให้อาเจียน แก้น้ำลายเหนียว แก้โรคผิวหนัง ช่วยขจัดรังแคและบำรุงเส้นผม
เปลือก - รสขมเปรี้ยว เผ็ดปร่า เจริญอาหารกัดเสมหะ แก้ไอ แก้ซางเด็ก
ต้น - รสเปรี้ยวฝาดแก้ตาพิการ
ราก - รสขม แก้ไข้ แก้ท้องร่วง

ประโยชน์ทางอาหาร
ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผัก และเครื่องปรุงรสช่วยให้อาหารมีรสเปรี้ยว และช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้ ยอดส้มป่อยมักนำมาแกงกับปลา แกงส้ม หรือจอ (อาหารเหนือ) ก็ได้ เวลาแกง อาจจะใส่ยอดส้มป่อยอย่างเดียวหรือแกงรวมกับยอดมะขามอ่อนก็ได้

ประโยชน์ด้านอื่นๆ
น้ำของฝักส้มป่อยใช้ขัดล้างเครื่องเงิน เครื่องทอง นอกจากนี้เปลือกต้นให้สีน้ำตาลและสีเขียวซึ่งใช้ประโ ยชน์ในการย้อมผ้า ย้อมแห และอวนได้

สารที่มีประโยชน์ในส้มป่อย
- ในฝักมีสารชาโปนิน ซึ่งทำเป็นฟองคล้ายสบู่
- มีสารจำพวก กรดอินทรีย์ ที่ทำให้รสเปรี้ยว นำไปประกอบอาหารได้


”ต้นรางจืด” แก้พิษจากยาฆ่าแมลงและสารเคมี
รางจืด เป็นพืช สมุนไพรไทยที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่า มีสรรพคุณแก้ท้องร่วง อาการ แพ้ ผื่นคัน แก้พิษยาฆ่าแมลงในสัตว์ แก้พิษจากสารในยากำจัดศัตรูพืช แก้พิษ เคมี   พิษเบื่อเมา พิษแอลกอฮอล์ พิษสุราเรื้อรัง พิษสะสมในร่างกาย ไข้ร้อน ใน ฯลฯ ปัจจุบันมีผู้นำรางจืดมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใบชา หรือถุงชาในแพ็กเกจสวย หรูดูดี และยังทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรสำเร็จรูป ซึ่งเป็นของกลุ่มแปรรูป ผลิตภัณฑ์ชุมชน หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ราคาย่อมเยา สามารถชงดื่มได้ ทันที ใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้งหอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสี น้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความ ร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ที่มีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยสรรพคุณดัง กล่าว การดื่มชารางจืดในช่วงอากาศร้อนในเดือนเมษายนเป็นประจำ ก็เป็นการช่วยระบายคามร้อนออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้รางจืดในวงเหล้าว่า ถ้านำต้นรางจืดมาเคี้ยวสดๆ จะช่วยดับฤทธิ์แอลกอฮอล์ และทำให้นั่งดื่มสุราได้นานกว่าจะเมานั้น ยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อน และไม่มีคำแนะนำให้ปฏิบัติตามด้วย เพราะสุดท้ายเมื่อเหล้าเข้าสู่ร่างกาย ก็จะไปทำลายอวัยวะที่เป็นทางผ่านทั้งหมดและทำลายที่ตับ ทำให้ตับทำงานหนัก ตับจึงได้รับพิษจากเหล้ามากที่สุด เซลล์ตับที่ถูกทำลายจะมีไขมันไปเกาะแทนที่ ทำให้เกิดตับอักเสบเนื่องจากการคั่งของไขมัน เซลล์ตับจึงถูกทำลายมากขึ้นไปอีก และเมื่อเซลล์ตับตายลงถึงระดับหนึ่ง จะมีพังผืดลักษณะคล้ายแผลเป็นไปขึ้นที่บริเวณนั้น ส่งผลให้เนื้อตับที่เคยอ่อนนุ่มกลับแข็งตัวขึ้น เกิดอาการตับแข็งและทำให้มีอายุสั้นในที่สุด

การใช้รางจืดถอนพิษเบื่อเมาจากสารเคมีทางการเกษตร :
ส่วนการนำต้นรางจืดมาใช้ถอนพิษยาเบื่อเมา สามารถใช้ได้ทั้งต้น เพราะทุกส่วนของต้นจะมีรสเย็น ดังนั้นการใช้ต้นรางจืดมาถอนพิษจากยาฆ่าแมลง สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำใบสดมาคั้นน้ำให้ผู้ป่วยดื่มกิน ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเป็นการช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ แต่จะไม่ให้ผลในการกิน เพื่อป้องกันก่อนการสัมผัสกับยาฆ่าแมลง และด้วยความที่สามารถหาต้นรางจืดได้ง่ายในแถบชนบท เกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีทางการเกษตรต่างๆ จึงสามารถนำใบรางจืดมาต้มทำเป็นชารางจืด ดื่มแทนน้ำธรรมดาเพื่อใช้ทำลายและขับพิษสารเคมี ไม่ให้ตกค้างในร่างกายหลัง การใช้สารเคมีเป็น ก็การช่วยถอนพิษตกค้างในร่างกายได้ดีทีเดียว


”แมงลัก” ยาระบาย แก้ไข้หวัด
แมงลักเป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียว มีกลิ่นหอม สูง 30-120 เซนติเมตร ส่วนที่ยังอ่อนและตามข้อมีขนสีขาวเล็กน้อย

ใบ - เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปไข่ค่อนข้างแคบหรือรี กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 3.5-5.5 เซนติเมตรปลายและโคนใบแหลม ขอบใบหยัก เล็กน้อยแบบฟันเลื่อย ตามขอบใบและเส้นใบมีขนละเอียด ก้านใบ ยาว 1-2.5 เซนติเมตร มีขนประปราย

ดอก - เป็นดอกช่อ  ยาว 10-30 เซนติเมตร ประกอบด้วยช่อดอกแบบกระจุก กระจุก ละ 3 ดอก ข้อละ 2 กระจุก ใบประดับรูปกวงรีแกมใบหอกมีขนสีขาวตามก้านช่อ ดอก ก้านดอกย่อยแนบไปกับแกนช่อดอก ยาว 2 มิลลิเมตร มีขนสีขาว ริ้วประดับรูป ไข่ ยาว 0.5-1.5 เซนติเมตร ขอบมีขน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูประฆัง สีเขียว มีขนยาวสีขาวปกคลุมด้านในและตามบริเวณโคนกลีบด้านนอก มีต่อมเป็น ตุ่มกลมใส และมีก้านชูทั้งด้านในและด้านนอกของกลีบเลี้ยงปลายหลอดแยกเป็น กลีบ กลีบบนยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ค่อนข้างกลม ปลายสุดเป็นติ่งแหลมโค้ง ขึ้น กลีบล่างยาว 5-7 มิลลิเมตร แยกออกเป็น 4 แฉก ปลายแหลมยาวกลีบดอกสี ขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 3-4 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากมีหยัก 4 หยักมี ขนละเอียดสีขาว ปากล่างยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ตรงกลางเว้าเป็นแอ่งตื้นๆ ปลายกลีบย่น ขอลกลีบม้วนพับลง เกสรตัวผู้ 2 คู่ ก้นเกสรยาวกว่าคู่ล่างมี ติ่งบริเวณใกล้โคนก้านและมีขนก้านเกสรคู่ล่างมีขนที่โคนแต่ไม่มีติ่ง เกสร ตัวเมีย 4 อัน มีออวุล 4 อัน รังไข่เว้าเป็น 4 พู ประกอบด้วยผล ย่อย 4 ผล  มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลย่อยรูปไข่สีดำ กว้าง 1 มิลลิเมตร ยาว 1.25 มิลลิเมตร ก้านเกสรตัวเมียสีขาวอมม่วงแดง

ผล – รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ผิวค่อนข้างเรียบ เมื่อนำไปแช่น้ำจะเกิดวุ้นหุ้มรอบๆเมล็ด
ชื่ออื่น : มังลัก (ภาคกลาง) ก้อมก้อขาว (ภาคเหนือ) อีตู่ Hoary basil, hairy basil
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum americanum L. ( syn O. canum sims.; O. basilicum L.f.var.citratum Back.)
วงศ์ : Libiatae (Lamiaceae)

รสและสรรพคุณทางยาไทย :

รากแก้พิษตายซาง และช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ท้องขั้นอืดเฟ้อในเด็ก สมานแผล

ต้นแก้พิษตาน ซาง แก้จุกเสียด ขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อในเด็ก

ใบแก้ไอ แก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้โรคผิวหนัง ขับเสมหะ แก้กลากเกลื้อน แก้ลมวิงเวียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้พิษตานซาง แก้โรคลำไส้พิการ แก้ปวดศีรษะ แก้ปวดท้อง ช่วยย่อย แก้สะอึก หยอดหูแก้ปวด แก้หูตึง ทำให้ประจำเดือนเป็นปกติ ขับเหงื่อ แก้อาเจียน

ดอก แก้ลมตานซาง เมล็ด แก้พิษตานซาง ขับลม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อในเด็ก ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย สมานแผลล้างแผลทุกชนิด แก้ลงราก แก้ท้องเสีย แก้ร้อนใน แก้โรคบิด

เปลือก แก้ลม สมานแผลล้างแผลทุกชนิด ส่วนทั้งห้า แก้พิษตานซาง แก้ลม ขับผายลม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อในเด็ก ขับเหงื่อ แก้ไอ โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร บรรเทาอาการปวดฟัน

น้ำมัน แก้ปวดท้อง ขับผายลม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อในเด็ก แก้ไอ

สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน

สรรพคุณรักษาอาการท้องผูก
วิธีการใช้ ใช้เมล็ดแก่ 1-2 ช้อนชา ล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำอุ่น 1 แก้ว (250 มิลลิเมตร)

องค์ประกอบทางเคมีในแมงลัก :
นอกเหนือจากน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีอนุพันธ์โมโนเทอร์ปีน เช่น caryophyllene,1, 8-cineol,
Geraniol, limonene, linalool เป็นองค์ประกอบหลักแล้ว ในแมงลักยังมีรายงานองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นอนุพันธุ์สารกลุ่มอื่นๆโดย เฉพาะอนุพันธุ์ฟลาโวนอยด์1-4 เช่น scutellarein, luteolin, cirsiliol, apigenin, dimethoxyapigenin, pilosin, cirsimaritin, cirsilineol, ladanein, 5- desmethylsinensetin, xanthomicrol, salvigemin, 8-hydroxysalvigenin, nevadennin, acacetin, pectolinarigennin, genkwanin, 5-desmethylnobiletin, gardenin, B, hispiulin, pisolin และ อนุพันธุ์โพรพานอยด์5 เช่น cirsilineol, cirsimaritin,isothymusin, isothymonin, rosmarinic acid, eugenol เป็นต้น

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก :

1) ฤทธิ์การรักษาอาการท้องผูก ; จากผลการศึกษาฤทธิ์ต่อการรักษาอาการ ท้องผูกในสัตว์ทดลอง พบว่าหนูขาวและหนูถีบจักรที่ได้รับเมล็ดแมงลักที่ละลายน้ำจนพองตัวมีการ เคลื่อนไหวของลำไส้เทียบเท่ากับการให้กินยาถ่าย Metamucil

สำหรับการทดลองทางคลินิก ผลของการรับประทานเมล็ดแมงลักเพื่อเป็นยาระบาย มีผลเทียบเท่ากับการใช้เมล็ดเทียนเกล็ดหอย โดยมีผลเพิ่มจำนวนครั้งในการถ่าย เพิ่มปริมาณอุจจาระ และทำให้อุจจาระอ่อนตัวกว่าปกติ นอกจากนั้น จากการศึกษาการใช้เมล็ดแมงลักเพื่อเป็นยาระบายในคนไข้หลังผ่าตัดพบว่า ได้ผลดีและสามารถใช้เมล็ดแมงลักเพื่อลดอาการท้องผูกในคนไข้หลังผ่าตัดได้ และจากการศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ไม่พบการแสดงอาการพิษใดๆ รวมถึงไม่พบการเปลี่ยนแปลงของตับ ลำไส้เล็ก และสำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง


”ส้มออบแอบ” แก้อักเสบ ลดแผลในกระเพาะ
ส้ม ออบแอบหรือลูกเถาคันเป็นพืชท้องถิ่นในแทบภาคใต้ คนใต้รู้จักนำไปใช้ประโยชน์ โดยการนำลูกและใบอ่อนซึ่งมีรสเปรี้ยวๆ ไปใส่แกงส้มจะได้รสชาติที่อร่อยกลม กล่อม ส่วนลูกสุขจะนำไปหมักทำไวน์ ให้รสชาติดีอีกเช่นกัน

ส้มออบแอบหรือลูกเถาคัน อยู่ในวงศ์ MYRCINACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Embelia subcoriacea Mez. ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกกัน ได้แก่ ส้ม เค้า (คลองหอยโข่ง-สงขลา),  ส้มน้ำออบ,  ส้มอ๊อบแอ๊บ (นครศรีธรรมราช) ลูก เถาคัน(ใต้)

ส้ม ออบแอบเป็นพืชเถาที่เกี่ยวพันกับต้นไม้อื่น มีใบสีเขียวรูปสามเหลี่ยมหัวใจ ยาวประมาณ 15ซม. ฐานกว้างประมาณ 8 ซม. ลำต้นรูปสี่เหลี่ยมเป็นข้อๆยาวประมาณ 5 – 10 ซม. เมื่ออ่อนจะมีสีเขียวอ่อน แก่เต็มที่จะมีแป้งสีขาวเกาะติดระหว่างข้อ ตรงข้อจะมีหนวดสีชมพูใช้เกาะเกี่ยวต้นไม้อื่น ใบออกตรงข้อ ดอกออกเป็นช่อลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ สีน้ำตาล เมื่อดอกบานจะมีกลีบดอกเล็กๆ สีเหลือง ผลออกเป็นพวง ผลอ่อนจะมีสีเขียวนวลๆ มีรสชาติเปรี้ยว เมื่อก่ผลจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ แต่ละผลมีขนาดประมาณ 0.5 ซม.

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ :
ใบและผลอ่อน มีรสเปรี้ยว ใช้เป็นผักแกงส้ม (แกงเหลือง ปักษ์ใต้)หรือนำไปลนไฟตำ
น้ำพริกได้

ประโยชน์ทางยา :
ใบและเถาใช้เป็นยาฟอกเลือด ดับพิษตานซาง ราก แก้อักเสบเนื่องจากเป็นแผลในกระเพาะอาหาร และต้มเป็นยาขับพยาธิไส้เดือนสำหรับเด็ก
ข้อมูลเพิ่มเติม :
ทางร่วมด้วยช่วยกันสงขลา ได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้บริการ *1677 ว่า อยากทราบข้อมูลเรื่อง ส้มออบแอบ ซึ่งผู้ใช้บริการ *1677 ระบุว่า อ่านพบใน มติชนสุดสัปดาห์ ลงข้อมูลเกี่ยวกับ ส้มออบแอบ จึงสอบถามมายัง *1677 เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นทีมงานฯ จึงได้นำข้อมูลจาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1468 วันที่ 3-9 ต.ค. 2551 คอลัมน์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ มาขยายต่อ จากนั้นจึงได้ประสานไปยัง ศูนย์สมุนไพรทักษิณ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคุณปราณี รัตนสุวรรณ ให้ข้อมูลมาพอสังเขปดังนี้

ส้มออบแอบหรือลูกเถาคัน มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแตกต่างกันไป ที่เหนือเรียก ป่องเครือ ลำปางเรียก นมนาง เชียงใหม่เรียก แม่น้ำนอง โคราชเรียกส้มกุ้ง ที่ใต้เรียก ลูกเถาคัน อีสานเรียก ส้มอ๊อบแอ๊บ บ้างก็เรียกส้ม ออบแอบ ก็มี เรียกส้มขี้มอด ก็มี

ถิ่นกำเนิดจากอินเดียและได้กระจายแพร่พันธุ์ไปทั่วทุกภาคของไทย ส้มอ๊อบแอ๊บหรือลูกเถาคัน เป็นไม้เลื้อยประเภทเถาวัลย์ ใบหนามีรสเปรี้ยว ใบย่อยมี 3 ใบ ผลอ่อนสีเขียว แก่จัดมีสีดำ ผลสุขมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ( เวลาทานผลสุก เวลาขับถ่ายออกมาจะเป็นสีดำถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องตกใจ)

สรรพคุณทางสมุนไพรใบ , เถา ใช้ฟอกเลือด ดับพิษตางซาง ราก นำไปต้ม ลดแผลในกระเพาะอาหาร ,ขับพยาธิ

การใช้ประโยชน์ :

ภาคใต้ นิยมนำใบ รวมทั้งผลอ่อนมาแกงส้มปลา บ้างก็นำใบใส่ในแกงเหลือง ภาคอีสานนำใบส้มอ๊อบแอ๊บปรุงรสในต้มเป็ด ต้มปลา ก็ใส่

ล่าสุดที่ภาคอีสาน เครือข่ายหมอพื้นบ้านภาคอีสาน(มหาสารคาม) ได้รวมกลุ่มจัดตั้งเครือข่ายหมอพื้นบ้าน และรวบรวมองค์ความรู้เรื่องสมุนไพร โดยได้นำข้อมูลสมุนไพรมารวบรวมเป็นตำหรับยา เพื่อใช้ในการรักษาโรคให้สืบกันต่อไป หนึ่งในตำหรับยานั้น มีสูตรพิเศษช่วยบำบัดในเรื่องอาการเหน็บชาในวัยชรา ด้วยสมุนไพร 3 ชนิด คือ ส้มขี้มอด หูลิง เครือทางควาย โดยนำเอาแก่นของไม้ทั้งสาม ต้มรวมกันใช้ดื่ม

ผลแก่ สามารถนำไปหมักทำไวน์ ได้ ( มีรสเปรี้ยวคล้ายองุ่น )

ใบ นำไปทำเป็นผงนัว (ปรุงรสอาหาร ) นับได้ว่ามีประโยชน์มากมายเกินตัว ควรมีกล้าพันธุ์ หรือเมล็ดเพาะปลูกไว้ติดบ้าน ดังนั้น ทางทีมงานของเรา จึงขยายผลต่อ ไปยังแหล่งของส้มอ๊อบแอ๊บ หรือ ลูกเถาคัน โดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณปราณี จนท.จากศูนย์สมุนไพรทักษิณ ฯ พาไปดูต้นอ๊อบแอ๊บ ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ณ คลองพะวง ( คลองพะวง อยู่ใกล้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จังหวัดสงขลา ถนนลพบุรีราเมศวร์ )

ที่คลองพะวงแห่งนี้ มีส้มอ๊อบแอ๊บขึ้นตามธรรมชาติอยู่มากพอสมควร มีทั้งผลอ่อน และผลแก่ โดยในส่วนของภาคการขยายพันธุ์ส้มอ๊อบแอ๊บนั้น ท่านผู้ใดสนใจ อยากหาเมล็ดไปปลูก ก็สามารถไปเก็บผลแก่ได้ที่คลองพะวง รับรองว่ามีจำนวนมากมายพอไม่ผิดหวัง


สมุนไพรแก้ไข้หวัด
อาการไข้หวัดเกิด จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อทำให้เกิดการอักเสบและมี ไข้ หรือเกิดจากร่ายกายได้รับความร้อนมากเกินไป สมุนไพรที่แนะนำเพื่อบำบัด อาการไข้ที่ไม่รุนแรงและซับซ้อนมีดังนี้

1. บอระเพ็ด
- เหนือเรียก เครือเขาฮอ จุ่งจิงก็เรียก หนองคายเรียก เจตมูลหนาม ใต้เรียก เจตมูล

วิธีใช้: เถาที่ใช้เป็นยาต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปีครึ่ง ใช้เถาสดยาว 2 คืบครึ่ง ( 30-40 กรัม ) ตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น หรือเวลามีไข้ เพื่อให้ง่ายต่อการรับประทานอาจบดเป็นผงแห้งปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลาย นิ้วแก้ว รับประทานครั้งละ 2 เม็ดวันละ 3 – 4 ครั้งก็ได้

2. ฟ้าทะลายโจร
- กรุงเทพฯ เรียก น้ำลายพังพอน สงขลาเรียก หญ้ากันงู ร้อยเอ็ดเรียก สาบสิบดี

วิธีใช้: นำใบฟ้าทะลายโจร สะอาด บดแห้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานครั้งละ 3 – 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน หรือนำใบฟ้าทะลายโจร สะอาด แห้ง ขยำหรือบดเป็นผงแช่เหล้าโรง ( พอท่วมยา )เป็นเวลา 7 วัน รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 – 4 ครั้ง ก่อนอาหาร

3. ลูกใต้ใบ
- ภาคเหนือเรียกมะขามป้อมดิน ชุมพรเรียก หญ้าใต้ใบ

วิธีใช้: ใช้ลูกใต้ใบทั้งต้นแบบสด ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยกาแฟ เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยกาแฟครึ่ง รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยกาแฟ วันละ 3 – 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอนหรือเวลามีอาการไข้

4. รากย่านาง
- เชียงใหม่เรียก จ้อยนาง ภาคกลางเรียก เถาวัลย์เขียว

วีธีใช้: นำรากแห้งย่านางประมาณ 1 กำมือ ( 15 กรัม ) ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยกาแฟครึ่ง ก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น


สมุนไพรแก้ท้องเสีย – ท้องผูก
ท้องเดินหรือท้อง เสีย : คือ อาการที่มีการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือ ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียวสาเหตุอาจเกิดจากการกินอาหารรส จัด อารมณ์ เชื้อโรค สารพิษ ยาบางชนิด เป็นต้น
อาการท้องผูก : คือ อาการที่ไม่ถ่ายอุจจาระตามปกติ หรืออุจจาระแข็งถ่าย ลำบาก สาเหตุอาจเกิดจากรับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย ดื่มน้ำน้อย ชอบกลั้น อุจจาระ ขาดการออกำลังกาย โรคกังวล หรือริดสีดวงทวารหนัก

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคท้องเดิน ท้องเสีย : มีดังนี้

1. ฝรั่ง ชื่อท้องถิ่นเรียกต่างกันไป เช่น เหนือเรียกมะมั่น มะก้วยกา มะจีน อีสานเรียกย่าหมู ใต้เรียก ชมพู่
วิธีใช้ :ใบแก่ 10-15 ใบ ปิ้งไฟและชงน้ำ หรือใช้ผลอ่อนฝนกับน้ำปูนใส หรือใช้ใบเพสลาด ( ใบไม่อ่อนไม่แก่ ) 6-8 ใบ เคี้ยวให้ละเอียดรับประทาน

2. กล้วยน้ำว้า เหนือเรียก กล้วยไข่ กล้วยใต้ กล้วยส้ม เขมร เรียก เจก กะเหรี่ยงเรียก ยาไข่ สะกุย
วิธีใช้ : รับประทานกล้วยน้ำว้าห่ามครั้งละ 1 ผล หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแห้ง บดเป็นผง ชงน้ำดื่มครั้งละ 1 ผล ชงรับประทานซ้ำได้ 1 – 2 ครั้ง จนกว่าอาการจะทุเลา หรือปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

3. ทับทิม หนองคายเรียก พิลา น่านเรียก มะก่องแก้ว เชียงรายเรียก มะเก๊าะ
วิธีใช้ : ใช้เปลือกแผลแห้งประมาณ ( ใช้เปลือก ) 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น หรือต้มกับน้ำปูนใส รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนแกง


สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคท้องผูก :
มีมากมายหลายชนิด แต่จะขอยกตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้

1.ชุมเห็ดเทศ เหนือเรียก ขี้คาก ลับมือหลวง ใต้เรียก ชุมเห็ดเทศ
วิธีใช้ :ใช้ดอกชุมเห็ดเทศสด 1 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ใบย่อย ( เพสลาด ) สด 12 ใบ หั่นตากแห้ง ต้มเอาน้ำดื่มครั้งเดียว หรือ ใช้ใบเพสลาดแห้ง บดเป็นผงใส่ซอง ซองละ 3-6 กรัม ชงน้ำเดือด 120 มิลลิลิตร นาน 10-15 นาที ดื่มก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการ หรือ ปั้นเป็นลูกกลอนผสมน้ำผึ้งขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน

*** ข้อห้าม ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีลำไส้อุดตัน

2. มะขาม ใต้เรียก ขาม โคราชเรียก ตะลูบ
วิธีใช้ : ใช้เนื้อมะขามเปียกรสเปรี้ยว 10-20 ฝัก หรือ 15-30 กรัม จิ้มเกลือรับประทานแล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ

3. แมงลัก เหนือเรียก กอมก้อขาว อีสานเรียก อีตู่
วิธีใช้ : ใช้เมล็ดแมงลัก 1 – 2 ช้อนชา แช่น้ำอุ่น 1 แก้ว ( 250 ซีซี ) จนพองตัวเต็มที่ รับประทานก่อนนอน

***ข้อควรระวัง ถ้าเมล็ดแมงลักพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้ท้องอืดและอุจจาระแข็ง


”ตะลิงปลิง” ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ
ตะลิงปลิง เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในอินโดนิเซีย และพบตวามชายทะเลในประเทศบราซิล มีการ ปลูกในประเทศไทยนานแล้วพบทั่วไปตามสวนและตามบ้าน ออกผลตามกิ่งก้านและลำต้น เป็นพวงแน่นและสวยงาม จึงเป็นที่นิยิมปลูกทั่วไป เป็นไม้ผลใช้ บริโภค ตะลิงปลิงอยู่ในสกุลเดียวกับมะเฟือง หรืออยู่ตรงกลางระหว่างมะเเฟือ งกับมะดัน


ชื่อพื้นเมือง: ตะลิงปลิง(ทั่วไป) หลิงปลิง(ใต้)กะลิงปิง บลีมิง(มาเลย์-นราธิวาส)
ชื่อสามัญ:Bilimbi,Cucumber Tree.
ชื่อวิทยาศาสตร์:Averrhoa bilimbi Linn.
วงศ์: AVERRHOACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
ตะลิงปลิงเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูวได้ถึง 6 เมตร ลำต้นสั้น แตกกิ่งก้านสาขามาก ตามกิ่งมีขนนุ่มปกคลุม หักโค่นง่าย เปลือกต้นสีชมพู ผิวเรียบล่อนออกเป็นครั้งคราว ใบเป็บใบสลับเรียงประกอบเวียนกันไปเป็นกระจุกที่ปลายกิ่งแต่ละก้าน ใบประกอบด้วยใบย่อยรูปหอก 11-17 ใบ สีเขียวอ่อนและมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมดูคล้ายใบมะยม ดอกออกเป็นช่อหลายช่อชิดกันตามลำต้นและกิ่ง แต่ละช่อยาวไม่เกิน 15 ซม. ดอกขนาดเล็กมีกลีบดอกสีแดงเข้ม 5 กลีบ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมชมพู เกสรตรงกลางสีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอมหวาน ผลเป็นช่อห้อยตามต้นหรือกิ่ง รูปยาวรีขนาดโตประมาณลูกมะดัน แต่ผลมีร่องตามความยาวของผล 5 ร่องผิวบางเรียบ สีเขียวเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและเนื้อ

ต้น - เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5 – 10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปราะหักง่าย เปลือกต้นมีสีชมพู ผิวเรียบมีขนนุ่มปกคลุมตามกิ่ง
ใบ – ประกอบแบบขนนก ก้านใบหนึ่งประกอบด้วยใบย่อย 11 – 37 ใบ ใบย่อยรูปหอก ปลายใบแหลม โคนมน จะเรียงจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่ ที่โคนจะมีขนาดเล็ก ใบกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2 – 5 เซนติเมตร มีสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มๆ ปกคลุมอยู่
ดอก – ออกดอกเป็นช่อหลายช่อ ตามลำต้นหรือกิ่ง ในแต่ละช่อมีความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว ดอกมี 5 กลีบ สีแดงเข้ม กลีบเลี้ยง 5 กลีบเช่นกัน สีเขียวอมชมพู ดอกมีกลิ่น เกสรกลางดอกมีสีเขียว
ผล - กลมยาวปลายมน ผลยาว 4-6 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร เป็นพูตามยาว ผิวเรียบมีสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลือง เนื้อเหลว ออกเป็นช่อห้อย รสเปรี้ยว
เมล็ด – แบนมีลักษณะแบนยาวสีขาว

สรรพคุณในตำรายาไทย:
ราก - สรรพคุณแก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ ฝาดสมาน บำรุงกระเพาะอาหาร แก้โลหิตออกตามกระเพาะอาหาร ลำไส้ ดับพิษร้อนของไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้คัน แก้คางทูม แก้ไขข้ออักเสบ รักษาสิว รักษาซิลิส บรรเทาโรคเก๊าท์ บรรเทาการอักเสบของลำไส้ใหญ่
ใบ – สรรพคุณใช้พอกแก้คัน ใช้ภายในโดยนำมาต้มดื่มรักษาอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ รักษาซิฟิลิส แก้ไขข้ออักเสบ รักษาคางทูม รักษาสิว
ดอก – นำมาชงเป็นชา สรรพคุณแก้ไอ
ผล – สรรพคุณเจริญอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมานและลดไข้ แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต ยาบำรุงแก้ปวดมดลูก แก้ไอ บรรเทาโรดริดสีดวงทวาร แก้ลักปิดลักเปิด
การใช้ประโยชน์จากตะลิงปลิง:
ผลตะลิงปลิงมีรสเปรี้ยวจัด นิยมใช้แกงส้ม แกงคั่ว ทำน้ำพริก ต้มหมู ต้มเนื้อ ยำต่าง ๆ นำมาดอง หรือหั่นเป็นเล็กๆ กินกับขนมจีน หรืใช้แทนมะนาวในเมี่ยวคำ (ภูเก็ต)

ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม ของผลตะลิงปลิง มีน้ำเป็นองค์ประกอบ 92.5 กรัม ในพลังงาน 27 กิโลแคลลอรี่ มีไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรท 6.3 กรัม เส้นใย 0.6 กรัม โปรตีน 0.6 กรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม เหล็ก 0.6 มิลลอกรัม วิตามินเอ 175 Internation Unit วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม และ วิตามินซี 35 มิลลิกรัม

การปลูกและการดูแลรักษาตะลิงปลิง:
ตะลิงปลิงเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของประเทศในเขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังพบในประเทศบราซิล ในเมืองไทยเป็นไม้ที่ชาวบ้านนำมาปลูกตามบ้าน ตะลิงปลิงชอบดินร่วนปนทราย ตะลิงปลิงขยายพันธุ์ได้หลายวิธี คือ การเพาะเมล็ด การติดตา การต่อกิ่ง การทาบกิ่งและการตอนกิ่ง การตอนกิ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและดีกว่าวิธีอื่น

ศัตรูพืช – ไม่พบว่ามีการระบาด


”ว่านหางจระเข้” สมานบาดแผล หอบหืด
ว่าน หางจระเข้ สมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ คุณค่าและใช้ประโยชน์จากสมุนไพรที่มีชื่อน่าเกรงขามแต่ต้นน่ารักนี้ ได้ อย่างแท้จริง….

ชื่อทั่วไป : ว่านหางจระเข้(Aloe,Aloevera)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Aloe barbadensis Mill.
วงศ์ : Liliaceae

กำเนิดว่านหางจระเข้:
ว่านหางจระเข้เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลี่ยม ( Lilium ) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชานฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอนใต้ของ ทวีปอาฟริกา พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากมายกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

คำว่า ” อะโล” ( Aloe ) เป็นภาษากรีซโบราณ หมายถึง ว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “Allal” มีความหมายว่า ฝาดหรือขม ในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรป และเอเชีย และทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันเป็นการใหญ่

นับเป็นหลายศตวรรษที่หลายประเทศรู้จักใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคต่างๆมากมาย เนื่องจากมีคุณวิเศษในการรักษาแผลไฟลวก รักษาแผลทั่วไปและระงับความเจ็บปวด รวมทั้งรักษาโรคเรื้อนกวาง ในกรณีของโรคเรื้อนกวางนี้ ถ้าใช้สม่ำเสมอจะลดการตกสะเก็ดและอาการคัน รวมทั้งช่วยให้แผลดูดีขึ้น จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์ โรมัน กรีก แอลจีเรีย ตูนีเซีย อาหรับ อินเดียและจีน มีการรายงานใช้พืชนี้เป็นทั้งยาและเครื่องสำอาง แม้แต่พระนางคลีโอพัตรา ก็รักษาความงามและความมีเสน่ห์ของพระองค์ด้วยวุ้นของว่านหางจระเข้

ก่อนคริสต์ศักราช 1500 ( หรือ 1000 ปีก่อนพุทธศักราช ) มีรายงานของชาวอียิปต์ที่ถือว่าเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดกล่าวถึงสรรพคุณ มากมายของว่านหางจระเข้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรู้จักใช้พืชชนิดนี้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ในตำราสมุนไพรที่มีชื่อของกรีกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 รายงานถึงวิธีการใช้ว่านหางจระเข้ในการรักษาโรคต่างๆอย่างละเอียดพิสดาร ตั้งแต่รักษาบาดแผล โรคนอนไม่หลับ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร อาการคันที่ผิวหนัง ปวดหัว ผมร่วง โรคเหงือกและฟัน โรคไต ผิวหนังพอง ผิวถูกแดดเผา ผิวด่างดำ ช่วยบำรุงผิวหนัง ระงับอาการปวดและอื่นๆ

นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า อริสโตเติ้ลได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยึดเกาะโซโครโต ซึ่งอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแอฟริกา เพื่อเอาว่านหางจระเข้มาไว้ใช้สำหรับรักษาบาดแผลของทหารที่ออกสู้รบ นอกจากนี้ บันทึกสมัยโบราณฉบับอื่นๆก็บรรยายถึงการใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิว ป้องกันผิวจากแดดเผา ถูกลมเป่า ถูกไฟลวก และผิวแตกเมื่อถูกความเย็น รักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆ แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แผลถลอก แผลน้ำร้อนลวก แผลมีดบาด ผื่นคัน สิว ผิวหนังเป็นด่างดำ ผิวหนังถูกใบตำแยหรือแพ้สารต่างๆ แผลชอนทะลุ คันคอเนื่องจากกินอาหารผิด แผลเรื้อรัง ผื่นปวดแสบปวดร้อน และโรคผิวหนังอื่นๆ ในคัมภีร์ไบเบิล ( จอห์น 19: 39 ) มีบันทึกไว้ว่า ยาชโลมพระศพพระเยซูมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้อยู่ด้วย

ลักษณะของว่านหางจระเข้:
เป็นพืชขนาดเล็กใบหนา อุ้มน้ำ ภายในใบมีลักษณะเป็นวุ้นขาวๆ ใส สีเขียวอ่อน ออกจะหม่นๆ ใบยางแหลม ลักษณะขอบใบมีหนามคล้ายใบเลื่อยขึ้นจากต้นซึ่งอยู่ติดกับดิน ช่อดอกจะออกตรงกลางต้น ก้านช่อดอกยาวมาก ดอกสีแดง เป็นหลอดบานจากล่างไปบน ถ้าปลูกไว้ในที่ที่มีอากาศร้อนและอยู่ริมทะเลจะให้ปริมาณวุ้นมาก

ชนิดของว่านหางจระเข้:
ว่านหางจระเข้ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีกว่า 300 ชนิด แต่ในจำนวนนี้มีอยู่ไม่กี่ชนิดที่ใช้รักษาโรคให้ผลชะงัด ซึ่งได้แก่ ว่านหางจระเข้เขียว แหล่งดั้งเดิมมาจากอาฟริกา ว่านหางจระเข้แหลมกู๊ดโฮป และว่านหางจระเข้ไบรา(BEIRA)เป็นต้น

ว่านหางจระเข้ยืนต้นที่มีชื่อทางวิชาการว่า อะโล อาบะเร็สซินส์ ( ALOE ARBORESCENS ) เป็นว่านหางจระเข้ที่มีความสูงราว 2 เมตร ซึ่งต่างจากว่านหางจระเข้ทั่วไปที่ปลูกในกระถาง ลำต้นของว่านหางจระเข้ชนิดนี้มีใบขนาดใหญ่สีเขียวแก่ที่อิ่มอวบชุ่มชื้น มีปลูกทางตอนใต้ของไต้หวัน ชาวบ้านในแถบนี้รู้จักใช้ว่านหางจระเข้ทำเป็นยาพื้นบ้านมาช้านานแล้ว โดยใช้เป็นยาทาและยารับประทาน และปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

ว่านหางจระเข้ที่ปลูกในสหรัฐอเมริกาและแถบทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้นั้น เป็นว่านหางจระเข้ไบรา ว่านหางจระเข้ชนิดนี้โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้มาแปรสภาพเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นเครื่องสำอาง

ว่านหางจระเข้ที่มีอยู่ในหมู่เกาะฮาวายกับหมู่เกาะซามัวร์ ก็เป็นว่านหางจระเข้ที่ผู้คนนำมาใช้เป็นยา พื้นบ้านอย่างกว้างขวาง
ส่วนที่ใชัเป็นยา : วุ้นจากใบ
ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา : เก็บในช่วงอายุ 1 ปี
รสและสรรพคุณยาไทย : รสจืดเย็น โบราณใช้ทาปูนแดงปิดขมับใช้แก้ปวดศีรษะได้

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ :

วุ้นในใบว่านหางจระเข้มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น Aloe-cmidin, Aloesin, Aloin, สารประเภท glycoprotein และอื่นๆ ยางที่อยู่ในว่านหางจระเข้มีสาร anthraquinone ทีมีฤทธิ์ขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะวุ้นใบมีสรรพคุณรักษาแผลต่อต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยสมานแผลได้ด้วยและ ยังนำมาพัฒนารูปแบบเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทั้งทางด้านยาเครื่องสำอางค์และ แชมพูสระผม

สรรพคุณและวิธีใช้ว่านหางจระเข้:
ว่านหางจระเข้ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาแต่โบราณ มีความลี้ลับอะไรอยู่หรือ แม้ว่าผู้คนจะนิยมใช้ว่านหางจระเข้กันมาแต่โบราณ แต่สรรพคุณของว่านหางจระเข้ก็ยังมีม่านแห่งความลี้ลับปกคลุมอยู่มาตลอดช่วง ระยะเวลาอันยาวนาน ผู้เปิดม่านความลี้ลับของว่านหางจระเข้ด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ดร.โซเอดะ โมโมเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิชีวนะสารที่มี ชื่อเสียงของญี่ปุ่น ดร.โซเอดะ เริ่มศึกษาวิจัยว่านหางจระเข้เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยเธอได้นำ สารละลายของว่านหางจระเข้มากรอง แล้วนำไปแช่แข็ง จากนั้นก็สกัดให้เป็นผง แล้วจึงสกัดอีกครั้งด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ แล้วตรวจวัดทันที ก็พบมีสารตกตะกอนหลายชนิด หนึ่งในผลงานศึกษาของเธอคือ ได้ค้นพบสารใหม่ที่ออกฤทธิ์ของยาของว่านหางจระเข้อีกครั้ง ซึ่งแต่เดิมทราบกันแต่ว่าว่านหางจระเข้มีสารอยู่สองชนิดคือ สารอะโลอิน กับสารอะโลไอโมติน แต่ดร.โซเอดะได้ค้นพบสารใหม่อีก 3 ชนิด สารหนึ่งในสามนี้คือ อะโลติน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคและเชื้อรา อีกชนิดหนึ่งคือ สารอะโลมิติน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเนื้องอก และสารชนิดสุดท้ายคือ สารอะโลอูรซิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยสมานแผล

1. ฟกช้ำ ขัดยอก

ว่านหางจระเข้ใช้ได้ผลดีมากกับอาการฟกช้ำขัดยอก การปฐมพยาบาลคนเจ็บที่หกล้มฟกช้ำ ควรประคบด้วยน้ำเย็น ส่วนคนเจ็บที่เกิดการเคล็ด ควรต้องเข้าเฝือกและตรึงด้วยไม้ ให้บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บอยู่นิ่งๆ จากนั้นให้ปิดด้วยเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ เนื่องจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ให้แก้ร้อน แก้อักเสบและบรรเทาปวด จึงรักษาให้หายได้เร็วมาก

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
วิธีการรักษาด้วยว่านหางจระเข้ก็เพียงฝานว่านหางจระเข้เป็นชิ้นบางๆ ปิดไว้ตรงบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วใช้ผ้าพันแผลปิดให้เรียบร้อย

ถ้าฟกช้ำเป็นบริเวณกว้างหรือขัดยอก ให้พอกด้วยว่านหางจระเข้ โดยบดว่านให้ละเอียดก่อนแล้วป้ายลงบนผ้าก๊อซ แล้วนำไปปิดบริเวณที่บาดเจ็บ จากนั้นจึงใช้ผ้าพันแผลพันให้เรียบร้อย นอกจากนี้ จะใช้แป้งหมี่ผสมกับน้ำว่าน นำมาทาตรงบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บก็ได้ ถ้าแป้งที่พอกไว้แห้งแล้วแกะออกยากให้ใช้ผ้าเปียกปิดไว้ให้แป้งอ่อนตัวก่อน แล้วค่อยแกะออก

2. หืดหอบ
โรคหืดหอบเกิดจากการแพ้สารบางอย่าง ซึ่งสารนี้จะไปกระตุ้นประสาทซิมพาเธติค ทำให้กล้ามเนื้อที่หลอดลมเกิดการหดเกร็งอย่างรุนแรง แต่โดยทั่วไปแล้ว โรคหืดหอบเกิดจากร่างกายที่มีความผิดปกติ จึงควรใช้ว่านหางจระเข้ปรับสภาพร่างกายให้ดีขึ้น เสริมเยื่อบุในหลอดลมให้แข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันการกำเริบของโรค

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
เวลาเป็นหืดหอบ จะรู้สึกไม่สบายที่หลอดคอ ดังนั้นให้ดื่มน้ำว่านจะดีที่สุด โดยผสมน้ำร้อนให้เจือจางก่อน แล้วค่อยดื่ม

ถ้าเด็กเป็นหืดหอบ น่าจะใส่น้ำผึ้งผสมด้วยสักเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยลดรสขม ทำให้ดื่มง่ายขึ้น เด็กควรกินประมาณ 1 ใน 3 ส่วน ของที่ผู้ใหญ่กิน

ในบางคนอาการอาจหายไปในเวลาราว 1 เดือน แต่ควรจะกินว่านหางจระเข้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยกินวันละ 1-2 ครั้ง จะดีกว่า

3. ไข้หวัด
โรคหวัดเป็นโรคของอวัยวะทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส แม้จะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงอะไร แต่มันสามารถพัฒนาและก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้มากมาย ดังนั้น จึงควรรักษาเสียแต่เนิ่นๆ

ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ที่จะทำให้เชื้อไวรัสไข้หวัดไม่แพร่ขยายตัวอีก จึงช่วยป้องกันไข้หวัดได้ และถึงจะเป็นหวัดอยู่แล้ว เมื่อกินว่านหางจระเข้ก็จะหายได้โดยเร็ว และว่านหางจระเข้ยังช่วยรักษาอาการของไข้หวัด เช่น ไอ เจ็บคอ มีเสมหะได้ดีอีกด้วย

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
ใช้ใบว่านหางจระเข้ยาวประมาณ 4 ซ.ม. บดหรือขูดให้เป็นน้ำวุ้น เติมน้ำสุกอุ่น 1 แก้ว แล้วรับประทานหรือจะใส่น้ำผึ้งหรือน้ำมะนาว เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นก็ได้ ซึ่งจะมีผลช่วยแก้อาการอักเสบที่หลอดคอและช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

4 .เมารถเมาเรือ
เวลาโดยสารรถหรือเรือแล้วรู้สึกไม่สบาย มีอาการเมารถเมาเรือ โดยเฉพาะคนที่มีประสาทอัตโนมัติไว จะเกิดอาการเมารถเมาเรือได้ง่ายที่สุด อาการเมาที่ว่านี้จะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ เหงื่อแตก อาเจียน ฯลฯ คนที่ปกติไม่เมารถเมาเรือ ก็อาจเกิดอาการเมาได้ ถ้ากระเพาะอาหารทำงานผิดปกติหรือนอนหลับไม่เพียงพอ

สารในว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยระงับประสาท จึงใช้ได้ผลดี กับอาการเมารถเมาเรือ วิธีกินที่ได้ผลเร็วที่สุด คือ กินใบว่านสดๆ โดยอาจเคี้ยวกินโดยตรงหรือทำเป็นน้ำว่านดื่มก็ได้

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
การป้องกันอาการเมารถเมาเรือ ให้กินใบว่านหางจระเข้ ขนาดสัก 2-3 ซ.ม. ไว้ก่อนที่จะโดยสารรถหรือเรือ หรือจะดื่มน้ำว่านก็ได้ และแม้แต่เมื่อมีอาการเมารถเมาเรือแล้ว หากได้กินใบว่านหางจระเข้สักเล็กน้อย จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

5. แผลจากของมีคมบาดและแผลถลอก
โอกาสที่เราจะเกิดแผลจากของมีคมบาดหรือแผลถลอกในชีวิตประจำวันนั้นมีมาก เหลือเกิน โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็ก จะยิ่งเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้บ่อยมาก ถ้าคุณคิดว่าแผลจากของมีคมบาดหรือแผลถลอกเป็นแผลเล็กๆ แล้วไม่เอาใจใส่ นั่นจะเป็นอันตรายมาก เพราะแผลเหล่านี้อาจกลัดหนอง หรืออาจเป็นแผลเรื้อรังจนเป็นบาดทะยักได้

ดังนั้น เพื่อมิให้แผลกลายเป็นแผลเรื้อรัง จึงควรพยายามรักษาโดยเร็วที่สุดเสียแต่เริ่มแรก

ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อ ป้องกันการติดเชื้อ แทรกซ้อน อีกทั้งสามารถกระตุ้นการเติบโตของเนื้อเยื่อส่วนที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย ดังนั้น ว่านหางจระเข้จึงเป็นยาที่ดีในการรักษาแผลจากของมีคมบาดหรือแผลถลอก

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้

ล้างสิ่งสกปรกในแผลออกด้วยน้ำก่อน ถ้าเป็นแผลเล็กน้อย ให้นำว่านหางจระเข้ไปฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อนหรือล้างด้วยน้ำด่างทับทิมแล้วนำไป ทาที่แผล ถ้าเป็นแผลค่อนข้างใหญ่ ก็ให้เอาเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้พอกไว้ที่แผล แล้วพันด้วยผ้าพันแผลให้เรียบร้อย พอเนื้อวุ้นแห้งแล้ว ให้เปลี่ยนใหม่ 2-3 วัน (สำหรับกรณีแรก) หรือประมาณ 1 เดือน (สำหรับกรณีหลัง) แผลก็จะหายดี

6.ช่องปากอักเสบ
ช่องปากอักเสบ หมายถึง เยื่อบุช่องปากอักเสบ ซึ่งแบ่งเป็นช่องปากอักเสบที่เยื่อบุ กับ แผลในช่องปากเยื่อบุช่องปากอักเสบ หมายถึง เยื่อบุในช่องปากมีอาการบวมแดงและร้อน เมื่อกินอาหารที่มีฤทธิ์ระคายเคือง จะรู้สึกเจ็บ แผลในช่องปาก หมายถึง เยื่อบุช่องปากเกิดเป็นแผลเน่าเปื่อยเป็นดวงกลมการใช้ว่านหางจระเข้ปิด ป้องกันที่ผิวแผลมิให้ติดเชื้อจะได้ผลดีมาก

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
ตัดว่านหางจระเข้ขนาด 3-4 ซ.ม. เอาหนามออกแล้วลวกด้วยน้ำร้อน จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ใส่น้ำลงเจือจาง 4-5 เท่า แล้วใช้บ้วนปาก โดยอย่ารีบบ้วนน้ำว่านทิ้งทันที ให้อมเอาไว้ในปากสัก 2-3 วินาที จะให้ผลดียิ่งขึ้น

7. ฮ่องกงฟุต
เมื่อผิวหนังที่มือและเท้าติดเชื้อรา ก็จะกลายเป็นโรคเท้าเปื่อยหรือฮ่องกงฟุต ซึ่งมีอาการที่สำคัญ คือ จะคันมาก

โรคฮ่องกงฟุต มี 2 ชนิด ชนิดแรก ผิวหนังจะเป็นผิวแห้งและหยาบกร้าน ชนิดที่สอง จะมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโรคนี้ถ้าเป็นมากๆ ก็จะเกิดติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้น จนกระทั่งทำให้เดินไม่ได้

ว่านหางจระเข้ใช้ได้ผลดีมากกับโรคฮ่องกงฟุต เพราะสารจากว่านหางจระเข้มีสรรพคุณฆ่าและยับยั้งการเจริญของเชื้อโรค จึงสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำอีกได้ หลังจากใช้ว่านหางจระเข้ ผู้ป่วยจะไม่เกิดอาการคันอีก ต่อมาผิวหนังชั้นนอกก็จะลอกออก แล้วโรคฮ่องกงฟุตก็จะค่อยๆ หายไป

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
ก่อนอื่นต้องล้างบริเวณที่เป็นโรคฮ่องกงฟุตให้สะอาดก่อน และเช็ดให้แห้ง จากนั้นเอาเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ ซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อนหรือน้ำด่างทับทิมแล้วมาพอกปิดไว้ และถ้าต้องการให้ได้ผลมากขึ้น ควรใช้เนื้อวุ้นว่านปิดหลังอาบน้ำ เพราะสารในเนื้อว่านจะซึมซาบเข้าไปในผิวหนังได้ง่ายขึ้น ถ้าอาการไม่มากนัก ก็จะหายคันได้ง่าย ทำให้ผิวหนังเนียนเรียบได้อย่างรวดเร็ว

8.โรคตับ
ตับเป็นอวัยวะที่ร่างกายใช้งานบ่อยที่สุด เพราะมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญอาหารและเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สลายสารพิษ แล้วขับออกจากร่างกายในรูปของเสีย ตับจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของคนเราเป็นอย่างมาก คนที่ชอบดื่มสุรา จึงยิ่งต้องระวังจะเป็นโรคตับแข็ง

เนื่องจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยแก้พิษ จึงช่วยการทำงานของตับได้ นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังมีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งถ้าสามารถใช้ว่านหางจระเข้ควบคู่ไปกับการรักษาโรคตับได้ จะช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น การกินว่านหางจระเข้ต่อเนื่องกันเสมอ ก็จะช่วยป้องกันโรคตับได้ด้วย

เคล็ดลับการรักษาด้วยว่านหางจระเข้
การใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคตับนี้ ให้เลือกวิธีกินได้ตามที่ตัวเองชอบ เช่น กินใบสดโดยตรง ทำเป็นน้ำว่าน น้ำผลไม้ผสมว่าน แต่ผู้ป่วยโรคตับไม่เหมาะจะดื่มสุราว่าน เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องกินว่านหางจระเข้ต่อเนื่องกัน ถึงจะได้ผล จึงควรเลือกวิธีกินที่ง่าย และเมื่อให้แพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว ถ้ากินว่านหางจระเข้ต่อไป จะช่วยป้องกันมิให้โรคกำเริบซ้ำอีก

การปลูกว่านหางจระเข้ในเชิงประสบการณ์:
การปลูกว่านที่จะให้ผลผลิตดี มีใบที่ เนื้อแน่น และอวบ แต่แข็งแรงนั้น จะใช้หลักประสบการณ์ควบคู่ไปกับหลักวิชาการ เรียกได้ว่า เป็นวิธีการของชาวบ้านที่ไม่เน้น ไม่เคร่งตามแบบหลักวิชาการจนเกินไป

ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการปลูกว่านอยู่หลายอำเภอ แต่ที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตค่อนข้างดี เช่น ในอำเภอเมือง ที่หมู่บ้านคั่นกระได ตำบลอ่าวน้อย และที่นิคม

ยกตัวอย่างการปลูกว่านตามหลักปะสบการณ์เช่น ตามหลักของนายณรงค์ ศรีสุทานันท์ ที่หมู่บ้านคั่นกระได ตำบลอ่าวน้อย ปลูกว่านหางจระเข้มานานหลายปี และได้ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา ช่าวในการปลูกแต่ไม่เน้นหลักวิชาการมากเกินไป กาบว่านของนายณรงค์ จะมีขนาดใหญ่ อวบ เนื้อแน่น และผลผลิตที่ได้จะส่งเข้าโรงงานเพื่อนำไปแปรรูปเป็นว่านหางจระเข้กระป๋อง ส่งออกทั้งในประเทศและนอกประทศ เคยมีผู้ซื้อจากต่างจังหวัดคือจังหวัดราชบุรีมาขอซื้อพันธุ์ว่านหางจระเข้ เพื่อนำไปเพาะพันธุ์ และซื้อใบว่านเพื่อส่งโรงงาน ยังมีผู้ซื้อจากประเทศญี่ปุ่นมาดูขนาดของต้นว่าน และซื้อไปเพื่อแปรรูป

ข้อควรระวังในการใช้ว่านหางจระเข้:
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ว่านหางจระเข้ครั้งแรก

ก.สำหรับบาดแผล ก่อนใช้ต้องนำว่านหางจระเข้ไปลวกน้ำร้อนก่อน ผู้ที่มีผิวบอบบาง ให้ใช้เฉพาะส่วนเนื้อวุ้นที่มีฤทธิ์ระคายเคืองค่อนข้างน้อย
ข.ถ้ากินว่านหางจระเข้แล้วอาเจียนและท้องร่วง ควรลดปริมาณลง และถ้ากิน 1 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่หาย ก็ควรหยุดกิน
ค.ผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง ให้กินในขณะท้องว่างหรือก่อนอาหาร ส่วนผู้ป่วยที่ร่างกาย อ่อนแอให้กินหลังอาหาร และผู้ที่กินครั้งแรก ก็ควรกินหลังอาหารด้วย
ง.ควรเริ่มกินในปริมาณน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณมากขึ้น จนกินได้วันละ 2 ช้อนโต๊ะ
จ.ควรกินตามสภาพสุขภาพร่างกาย เพราะว่านหางจระเข้จะให้สรรพคุณไม่เหมือนกันตามสภาพร่างกายและอาการเจ็บป่วยที่ต่างกัน

คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ว่านหางจระเข้เป็นประจำ

ก.ผู้ที่เกิดอาการลมชัก ควรรีบพาไปให้แพทย์ตรวจรักษา อย่าให้กินว่านหางจระเข้
ข.สตรีในช่วงที่มีรอบเดือนหรือตั้งครรภ์ จะมีเลือดคั่งอยู่ในมดลูกง่าย ทางที่ดีจึงควรเลี่ยงไม่ใช้ว่านหางจระเข้
ค.น้ำคั้นจากใบว่านสดที่แช่ไว้ในตู้เย็น หากมีสีเปลี่ยนไปก็ไม่ควรใช้อีก
ง.ใบว่านไม่ว่าจะเป็นใบสด น้ำคั้นหรือน้ำว่านต้ม ก็ใช้กินได้เป็นประจำ ซึ่งใบสดจะให้ผลดีกว่า
จ.ว่านหางจระเข้ไม่มีฤทธิ์เสพติด จึงใช้ต่อเนื่องได้ โดยไม่ต้องกินมากขึ้นเรื่อยๆ

สรุป
การใช้ว่านหางจระเข้ เป็นที่นิยมใช้อย่างมากจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จนถึงแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ในหลายประเทศ ทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ก็ได้ให้ความสนใจพืชชนิดนี้เป็นอย่างมาก เพราะสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ของว่านหางจระเข้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ว่านหางจระเข้กลับมาเป็นที่นิยมอย่างมาก นอกจากสรรพคุณที่เรารู้จักกันในการรักษาแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือแผลไฟไหม้ แล้ว ว่านหางจระเข้ยังมีสรรพคุณอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ อาทิเช่น รักษาผิวพรรณ รักษาแผลเป็น บำรุงร่างกาย ฯลฯ

ถึงแม้ว่า ว่าหางจระเข้จะมีประโยชน์อย่างมหัศรรษ์ แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังในการใช้ ก็อาจทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน จึงควรศึกษาสรรพคุณในการรักษาต่างๆ ปริมาณที่ใช้ ตลอดจนระมัดระวังในการใช้ หรือปรึกษาแพทย์ ก่อนใช้ เพราะจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากว่านหางจระเข้อย่างสูงสุด และไม่ก่อให้เกิดโทษ


”พญาวานรหรือฮวานง็อก” กำจัดมะเร็ง เบาหวาน
ฮวาน ง็อก(เวียดนาม)หรือ พญาวานร(ไทย) มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Pseuderanthemum palatiferum (Nees) Radlk ถิ่นกำเนิดอยู่ใน เวียดนาม ซึ่งถูกค้นพบในป่าเวียดนามเหนือ เริ่มแรกชาวเวียดนามได้นำฮงานง็อก มาทำเป็นชาสำหรับชงดื่ม และพัฒนามาเป็นการทานใบสดรักษาโรคตามสรรพคุณความ เชื้ออย่างในปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา:
ฮวานง็อกถูกนำเข้ามาในเมืองไทย โดยทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนาม มีการปลูกขาย ราคาสูงมากในระยะแรก แต่เนื่องจากปลูกได้ไม่ยาก ขึ้นง่าย ปัจจุบันจึงมีการปลูกกันทั่วไป ราคาไม่แพง ต้นฮวานง็อกได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยกว่า 20 ปีที่แล้ว เส้นทางของฮวานง็อกที่เริ่มเข้ามาแพร่หลายในบ้านเรา เริ่มจากพื้นที่ในแถบภาคอิสาน ตั้งแต่บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ เป็นต้นไป

ลักษณะทั่วไป:
ฮวานง็อกเป็นไม้พุ่มเตี้ยสูงไม่เกิน 3 เมตร เป็นพันธุ์ไม้ใบ ใบอ่อนมีสีเขียว ปลายใบแหลม ออกตามโคนง่ามใบด้านบนของใบมีสีเขียวเป็นมันเงา ส่วนล่างของใบจะหยาบ มีใบมาก เมื่อเด็ดยอดอ่อน จะแตกกิ่งสาขาตามโคนก้านใบเป็นทรงพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขามาก

การใช้ประโยชน์:
ประโยชน์สำคัญของฮวานง็อกจะอยู่ที่ใบ ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย ในแง่ของการรักษาโรค โดยการเคี้ยวใบสดๆ (ปริมาณขึ้นอยู่กับอาการของโรคที่ต้องการรักษา) ก่อนทานอาหารวันละ 4 -7 ใบ เนื่องจากใบของฮวานง็อกนั้นไม่มีรสชาติจึงทำให้ทานสดได้ง่าย ทั้งสรรพคุณในแง่ของการรักษาโรคก็มีมากมาย จากการที่ได้มีผู้ทดลองทานใบฮวานง็อกแล้วได้ผลลัพธ์ในการรักษาโรคต่างๆ (โรคที่ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน วินิจฉัยแล้วว่าไม่น่าจะรักษาหายได้)แล้วทำให้ทุเลาหรือหายขาด จนถึงขั้นที่มีผู้ใช้ใบฮวานง็อกรักษาแล้วหาย ออกมาให้สัมภาษณ์และเขียนหนังสืออ้างอิงถึงพืชสมุนไพรชนิดนี้กันอย่างแพร่ หลาย และมีข้อบ่งใช้หรือจำนวนใบที่ใช้ในทานรักษาโรคไว้ดังนี้

สรรพคุณของสมุนไพร : (จากเอกสาร ฮานอย 2-9-1995 ถ่ายทอดจากต้นฉบับจริง)

1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน

2. รักษาเป็นไข้หวัด ความดันโลหิตสูง ท้องไส้ไม่ปกติ

3. รักษาอาการมีบาดแผล เคล็ด ขัดยอก กระดูกหัก

4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ

5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหาร โรคเลือดออกในลำไส้ เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ

6. รักษาอาการคอพอก ตับอักเสบ

7. รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น

8. รักษาอาการโรคมะเร็งปอดมีอาการปวดต่างๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทานต่อไป 100-200 ใบ อาการจะหายขาด

9. รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อ ตาห้อเลือด

10. รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ได้ผลดี ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

11. รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคประสาทอ่อนๆ (เพื่อเป็นการสนับสนุน
เหตุผลโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งผู้เขียนก็เป็น จึงกินเข้าไปครั้งละ 5 ใบ เช้า-เย็น 1 วัน
อาการ หน้ามืดหนักหัวหายไป รู้สึกสบาย เบาสมอง)

12. สามารถใช้กับสัตว์ได้ จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังจากชนไก่แล้ว ต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ให้ไก่กินใบของต้นสมุนไพรฮว่านง็อก จะฟื้นตัวได้เร็ว

รายละเอียดในการใช้รักษาแต่ละโรค:

1. โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทาน
ติดต่อกันไปจนครบ 50 ใบ

2. โรคเลือดออกในลำไส้ รับประทานใบสด 7-13 ใบ หรือคั้นเอาน้ำ วันละ 2 เวลา

3. โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่เป็นบิด รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้งรับประทาน
ติดต่อกันไปประมาณ 100 ใบ

4. โรคตับอักเสบ คอพอก รับประทานครั้งละ 7 ใบ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันไปจนครบ 150 ใบ

5. โรคไตอักเสบ ปวดเป็นประจำรับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง ทานจนครบ 30 ใบ

6. อาการท้องไส้ไม่ปกติ รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย

7. ปวดเมื่อยตามร่างกาย รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย

8. อาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือด รับประทาน 14-21 ใบ คั้นเอาน้ำข้นๆ รับประทาน

9. โรคตาแดง รับประทาน 7 ใบ และบด 3 ใบ ปิดที่ตา เวลานอน 1 คืน จะหาย

10. โรคความดันสูงจะลดทันทีเมื่อรับประทาน 5-9 ใบ (ผู้เขียนได้ทดลองด้วยตนเองดีสมราคาคุย)

11. แก้โรคเบาหวาน ผู้ชายรับประทานวันละ 7 ใบ ผู้หญิงวันละ 9 ใบ ภายใน 90 วัน หาย

12. ใช้กับสัตว์ เช่น ไก่เหงา เป็นอหิวาห์ หรือนิวคาสเซิล ให้ไก่กิน 2-3 ใบ ไก่ชนหลังจากการชน
แล้วให้กิน 2-3 ใบ (น่าจะประยุกต์ใช้กับสัตว์อื่นๆได้)

13. สตรีหลังคลอด รับประทานวันละ 1 ใบ รับประทานทุกวันจะทำให้ฟื้นสุขภาพได้เร็ว

การรับประทานหรือกินใบสมุนไพร ให้กินก่อนอาหารเสมอ

การขยายพันธุ์:
การขยายพันธุ์เพียงตัดยอดหรือลำต้นเป็นข้อๆ ปักชำลงดินก็เกิดรากใหม่ประมาณ 7-10 วัน ตั้งตัวได้เร็วแล้ว ย้ายลงปลูกในกระถาง ใส่ปุ๋ยคอกและดินใบก้ามปู ชอบแดดรำไร(แสง60%) รดน้ำทุกวันก็จะเจริญงอกงาม ไม่มีศัตรูพืช โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งกินใบ

ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม :
ฮวานง็อก หรือที่ คนไทยเรียกว่า พญาวานร นั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Pseuderanthemum palatiferum (Nees) Radlk ฮวานง็อก เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเวียดนาม ไม่ใช่พืชเมืองไทย ค้นพบในป่าทางเวียดนามเหนือ โดยในประเทศเวียตนามมีการนำ ฮวานง็อก มาทำเป็นชาสำหรับชง

ฮวานง็อก ถูกนำเข้ามาในเมืองไทย โดยทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนาม มีการปลูกขาย ราคาสูงมากในระยะแรก แต่เนื่องจากปลูกได้ไม่ยาก ขึ้นง่าย ปัจจุบันจึงมีการปลูกกันทั่วไป ราคาไม่แพง โดยวิธีปักชำ ตั้งตัวได้เร็ว เป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-3 เมตร เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มหรือแดดรำไร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม เปลือกต้นผิวเรียบ สีเขียว ดอกเป็นช่อ สีชมพู น้ำเงินม่วงหรือเกือบดำ

ใบฮวานง็อก: ประกอบด้วยสารอาหารเช่น โปรตีน กรดอะมิโน และเกลือแร่ เช่น แมกนีเซียม แคลเซี่ยม เหล็กและทองแดง
องค์ประกอบทางเคมี: เป็นสารฟลาโวนอยด์ และอื่นๆอีกหลายตัว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านแบคทีเรีย และต้านเชื้อรา
สรรพคุณพื้นบ้าน: ใช้แก้โรคท้องเสีย กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ ไขข้ออักเสบ คออักเสบ ตกเลือด รักษาแผล ป้องกันโรคในสัตว์เลี้ยง แก้ท้องเสียในสุกรและสุนัข และอหิวาต์ในไก่และเป็ด


”เถาวัลย์เปรียง”บรรเทาปวดข้อ หลัง เอว
“เถาวัลย์ เปรียง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ทางอีสานเรียกว่า เครือ ตาป่า เครือตับปลา เครือเขาหนัง เถาวัลย์เปรียงแดง เถาวัลย์เปรียงขาว  เถา ตาปลา พานไสน นครศรีธรรมราชเรียก ย่านเหมาะ

ชื่อเรียกในภาษาอังกฤษ : Jewel Vine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris scandens Benth
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิดอยู่ : ตะวันออกของอินเดีย มาเลเซีย จีน และทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย


ลักษณะทางพฤษศาสตร์:
เถาวัลย์เปรียง – จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกลถึง 20 เมตร มีกิ่งเหนียว ทนทาน กิ่งแตกเถายืดยาวอย่างรวดเร็ว ลักษณะชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ถ้ามีเถาที่มีลักษณะใหญ่ เถามักจะบิด ชอบอากาศเย็น แต่แสงแดดจัด ทนแล้งได้ดี ปลูกในที่แล้งดอกจะดก แต่จะมีขนาดเล็กกว่าปลูกในที่ชุ่มชื้น

ใบ – เป็นใบประกอบด้วยใบย่อย 7-9 ใบ ลักษณะเป็นใบกลมและเล็ก คล้ายใบของต้นอัญชัน รูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ใบหนาแข็ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ผิวใบเรียบมัน ขอบเรียบ ปลายแหลมเล็กน้อย

ดอก - ออกเป็นช่อห้อย ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมี 5 กลีบ คล้ายดอกถั่ว สีชมพูอ่อนแกมขาว ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น จะออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง ส่วนกลีบรองกลีบดอกมีสีม่วงดำ ตรงปลายกลีบดอกจะเป็นสีชมพูเรื่อๆ จะออกดกมากในช่วงเดือน กันยายน-พฤศจิกายน และจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตั้งแต่ตอนเย็น

ผล – ออกเป็นฝักแบนๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด หรือแยกไหลใต้ดิน

ประโยชน์ของเถาวัลย์เปรียง:
เถา – มีรสเฝื่อนเล็กน้อย จึงมีสรรพคุณในการใช้เป็นยาถ่ายเสมหะลงสู่ทวารหนัก ถ่ายเส้นและกษัย รักษาเส้นเอ็นขอด รักษาปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด โรคไอ โรคหวัด ราก – มีสารพวก Flavonol ที่มีชื่อว่า สคาเดอนิน และ นันลานิน (scadenin, nallanin) ใช้เป็นยาเบื่อปลา แต่ไม่มีคุณสมบัติฆ่าแมลง ในตำรับยาไทย ใช้เป็นยารักษาอาการไข้ เป็นยาอายุวัฒนะ และขับปัสสาวะ มีคำแนะนำให้ใช้เถา นำมาคั่วชงน้ำกินแก้ปวดเมื่อย

สรรพคุณในทางเป็นยาสมุนไพร :
1. ขับโลหิตเสียของสตรี วิธีใช้ ใช้เถาวัลย์ทั้งห้าสดๆต้มกับน้ำ นำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มแทนน้ำ
2. ทำให้มดลูกเข้าอู่ วิธีใช้ ให้นำเถาสดมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบลงบนหน้าท้องนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงไปบนเถาวัลย์เปรียง จะช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว


”ไพล” แก้เคล็ด ขัด ยอก
ไม้ ล้มลุกสูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสี เหลืองถึงเหลืองแกมเขียว แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ ซึ่งประกอบด้วย กาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบ หอก กว้าง 3.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 18-35 เซนติเมตร ดอกช่อ แทงจากเหง้าใต้ ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้งรูปกลม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.
ชื่อพ้อง : Z.purpureum  Roscoe
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ปูลอย ปูเลย (ภาคเหนือ) ว่านไฟ (ภาคกลาง) มิ้นสะล่าง(ฉาน-แม่ฮ่องสอน)

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ :
เหง้าแก่จัด เก็บหลังจากต้นไพลลงหัวแล้ว

สรรพคุณ :

1. เหง้า
- เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
- แก้บิด ท้องเดิน ขับประจำเดือนสตรี ทาแก้ฟกบวม แก้ผื่นคัน
- เป็นยารักษาหืด
- เป็นยากันเล็บถอด
- ใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอด

2. น้ำคั้นจากเหง้า
- รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกบวม แพลงช้ำเมื่อย

3. หัว
- ช่วยขับระดู ประจำเดือนสตรี เลือดร้าย แก้มุตกิตระดูขาว แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน

4. ดอก
- ขับโลหิตกระจายเลือดเสีย

5. ต้น
- แก้ธาตุพิการ แก้อุจาระพิการ

6. ใบ
- แก้ไข้ ปวดเมื่อย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้เมื่อย

วิธีและปริมาณที่ใช้:

1. แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม
- ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่ม

2. รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง
- ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ด ขัด ยอก
- ใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา)

3. แก้บิด ท้องเสีย
- ใช้เหง้าไพลสด 4-5 แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน

4. เป็นยารักษาหืด
- ใช้เหง้าไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น

5. เป็นยาแก้เล็บถอด
- ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง

6. ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น และเป็นยาช่วยสมานแผลด้วย
- ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมี่น้ำมันหอมระเหย
สารเคมี – Alflabene : 3,4 – dimethoxy benzaldehyde, curcumin, beta-sitosterol, Volatile Oils


”เสาวรส” ลดไขมันในเส้นเลือด
เป็น ไม้เถา เถามีลักษณะกลม ใบ เป็นใบเดี่ยว ขอบใบหยักลึก ที่ก้านใบมีต่อมใบ ดก หนา เป็นมันสีเขียวแก่ ดอก ออกดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ห้อยคว่ำคล้ายกับดวงไฟ โคม กาบดอกหุ้มสีเขียว กลีบชั้นนอกเป็นรูปกระบอก ปลายแฉกด้านหลังมีสีเขียว แก่ ด้านในมีสีม่วงอ่อนประกอบด้วยจุดแดง ๆ กลีบชั้นในลักษณะคล้ายกับตัวแฉก ของกลีบชั้นนอก สีม่วงอ่อนหรือชมพูอ่อนมีประสีแดงแซม กลีบย่อยกลางมีเป็น ชั้น ๆ สองชั้นแต่ละกลีบค่อนข้างกลม สีม่วงแก่ พาดด้วยปลายสีขาวสลับแดง มี เกสรอยู่ตรงกลางสีเขียวนวล ดอกมีกลิ่นหอมแรงจัดมาก ผล เป็นรูปไข่หรือไข่ ยาว มีหลายพันธุ์ บางพันธุ์ ผิวผลสีม่วง สีเหลือง สีส้มอมน้ำตาล เปลือก ผล เรียบ เนื้อรับประทานได้ มีเมล็ดจำนวนมาก อยู่ตรงกลาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Passiflora laurifolia  L.
ชื่อสามัญ : Jamaica honey-suckle, Passion fruit, Yellow granadilla
วงศ์ : Passifloraceae
ชื่ออื่น : สุคนธรส (ภาคกลาง)
สรรพคุณ : ลดไขมันในเส้นเลือด

วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ผลที่แก่จัด ไม่จำกัดจำนวน ล้างสะอาด ผ่าครึ่ง คั้นเอาแต่น้ำ เติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ให้รสกลมกล่อมตามชอบ ใช้ดื่มเป็นน้ำผลไม้ ลดไขมันในเส้นเลือด


”คำฝอย” บำรุงโลหิต ลดไขมัน
คำฝอย เป็นไม้ดอกล้มลุก สูง 40-130 ซม. ลำต้นเป็นสัน แตกกิ่งก้านมาก ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปขอบ ขนาน กว้าง 1-5 ซม. ยาว 3-12 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ดก ช่อ ออกที่ปลายยอด มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อบานใหม่ๆ กลีบดอกสี เหลืองแล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง ใบประดับแข็งเป็นหนามรองรับช่อดอก ผลเป็นผล แห้ง ไม่แตก เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม สีขาว ขนาดเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carthamus tinctorius  L.
ชื่อสามัญ : Safflower, False Saffron, Saffron Thistle
วงศ์ : Compositae
ชื่ออื่น : คำ  คำฝอย ดอกคำ (เหนือ)  คำยอง (ลำปาง)

สรรพคุณดอกคำฝอย :
1. ดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
- รสหวาน บำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
- บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู แก้ดีพิการ
- โรคผิวหนัง ฟอกโลหิต
- ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน

2. เกสร
- บำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี

3. เมล็ด
- เป็นยาขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม
- ขับโลหิตประจำเดือน
- ตำพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร

4. น้ำมันจากเมล็ด
- ทาแก้อัมพาตและขัดตามข้อต่างๆ

5. ดอกแก่
- ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ชาดอกคำฝอย ช่วยเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยใช้ดอกแห้ง 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) ชงน้ำร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นเครื่องดื่มได้
สารเคมี

ดอก พบ Carthamin, sapogenin, Carthamone, safflomin A, sfflor yellow, safrole yellow
เมล็ด จะมีน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว

คุณค่าด้านอาหาร ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้ ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับสตรี ตำรับยาที่ใช้รักษาสตรีที่ประจำเดือนคั่งค้างไม่เป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก แต่มีข้อควรระวังคือ หญิงมีครรภ์ ห้ามรับประทาน

วิธีการใช้ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง


”กระเจี๊ยบแดง” ลดน้ำหนัก ลดความดัน
กระเจี๊ยบ แดงเป็นไม้พุ่มสูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่า มือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอก ใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็น หลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa  L.
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle
วงศ์ : Malvaceae
ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ  กระเจี๊ยบเปรี้ย  ผักเก็งเค็ง  ส้มเก็งเค็ง  ส้มตะเลงเครง

สรรพคุณกระเจี๊ยบแดง :
1. กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
- เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือดและช่วยลดน้ำหนัก
- ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด
- น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง
- ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี
- น้ำกระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง
- ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ
- เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ
- เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย

2. ใบ
- แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก

3. ดอก
- แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก

4. ผล ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ

5. เมล็ดบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด

*** นอกจากนี้ได้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด ดังนี้คือ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ลดไขมันในเลือด บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน

*** นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อใช้ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด

วิธีการและปริมาณที่ใช้ :

นำเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา(หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป

สารเคมีที่พบในกระเจี๊ยบแดง:
ดอก - พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin

คุณค่าด้านอาหาร :
น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว เมื่อนำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี

ใบอ่อนของกระเจี๊ยบ ใช้เป็นผักได้หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกำลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ส้มพอเหมาะ” ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

*** น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม จะมีสาร Anthocyanin สามารถุนำไปแต่งสีอาหารได้ตามต้องการ


”กระชาย” แก้ท้องอืด ขับลมในกระเพาะ
กระชาย เป็นไม้ล้มลุกไม่มีลำต้นบนดิน มีเหง้าใต้ดินซึ่งแตกรากออกไปเป็นกระจุกจำนวน มาก อวบน้ำ ตรงกลาลพองกว้างกว่าส่วนหัวและท้าย ใบ เดี่ยว เรียงสลับเป็น ระนาบเดียวกัน รูปขอบขนานแกมรูป ไข่ กว้าง 4.5-10 เซนติเมตร ยาว 13-15 เซนติเมตร ตรงกลางด้านในของก้านใบมี ร่องลึก ดอก ช่อ ออกแทรกอยู่ระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกสีขาวหรือชมพู อ่อน ใบประดับรูปใบหอกสีม่วงแดง ดอกย่อยบานครั้งละ 1 ดอก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda  (L.) Mansf.
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กะแอน  จี๊ปู ซีฟู  เปาซอเร๊าะ  เป๊าสี่ระแอน ว่านพระอาทิตย์

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทยใช้เหง้าแก้โรคในปากเช่นปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง จากการทดลองในสารสกัดแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์ม พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังและในปากได้ดีพอควร

ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้าและราก มีรสเผ็ดร้อน ขม

ขนาดและวิธีใช้ : ใช้เหง้า หรือรากประมาณครึ่งกำมือ น้ำหนักสด ๕-๑๐ กรัม แห้ง ๒-๕ กรัม ทุบพอแตก ต้มกับน้ำพอเดือด ดื่มแต่น้ำ

สรรพคุณ : ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด เนื่องจากกระชายมีน้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม ทำให้ กระเพาะ และลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

Powered by · Dimple