นานาสาระเกี่ยวกับ”พืชสวนประดับ”


ทำอย่างไรให้ดอกไม้ปักแจกันอยู่ได้นาน
การ ที่ดอกไม้ในแจกันหรือดอกไม้ประดับสวยงามในลักษณะต่างๆ อยู่ได้นานคงทน ย่อม เป็นที่อันพึงปรารถนาของเจ้าของ ดังนั้นการตัดดอกไม้เพื่อนำไปประดับแจกัน หรือใช้ประดับสวยงามในรูปแบบต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีวิธีการและเทคนิคประกอบ ดังต่อไปนี้
เวลาที่เหมาะสมในการตัดดอกไม้
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดดอกก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงก่อนตัดดอกไม้ จากต้น ดอกไม้ทุกชนิดเมื่ออยู่กับต้นจะได้รับน้ำและสารอาหารจากต้นตลอดเวลา ดอกไม้ที่ตัดขณะที่ต้นได้รับน้ำไม่เพียงพอ ก้านดอกจะดูดอากาศเข้าไปแทนที่น้ำในก้านดอกทางรอยตัด จะทำให้มีน้ำอยู่ในก้านดอกน้อยทำให้เกิดฟองอากาศภายใน เมื่อนำก้านไปแช่น้ำก้านดอกจะดูดซึมน้ำได้ยาก จึงควรรดน้ำให้ต้นไม้อิ่มน้ำก่อนจึงตัดดอก

-การตัดดอกควรตัดตอนเช้าหรือตอนเย็น ซึ่งก้านยังอวบน้ำอยู่ จะทำให้ดอกไม้อยู่ได้นานกว่าการตัดดอกตอนเที่ยงหรือบ่าย เนื่องจากในช่วงอากาศร้อนจัดจะทำให้ก้านสูญเสียน้ำมากทำให้เหี่ยวง่าย

-ดอกไม้ที่มียาง เมื่อตัดดอกแล้วควรจุ่มโคนก้านดอกในน้ำร้อนอุณหภูมิ 85°C–90°C ประมาณ 2–3 วินาที เพื่อให้ยางหลุดออก เนื่องจากยางจะอุดตันบริเวณรอยตัดทำให้ก้านไม่สามารถดูดน้ำได้

-ระยะบานของดอกที่เหมาะสมในการตัดของดอกไม้แต่ละชนิดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน

-ดอกกุหลาบ ตัดได้เมื่อกลีบเลี้ยงบานออกตั้งฉากกับตัวดอกที่ยังตูกอยู่ หรือตัดเมื่อกลีบดอกกลีบแรกหรือกลีบที่สองเริ่มแย้มกลีบ ถ้าตัดเมื่อดอกยังอ่อนเกินไปจะทำให้ดอกเหี่ยวง่ายและไม่บานต่อ แต่ถ้าตัดในขณะที่ดอกบานมากเกินไปก็จะทำให้ดอกโรยเร็ว —-ดอกกุหลาบสีเหลืองจะมีระยะการบานสั้นกว่าสีอื่นจึงควรตัดเมื่อดอกยัง ตูมอยู่

-ดอกเบญจมาศ ควรตัดเมื่อดอกที่สีเขียวใจกลางดอกจางหายไปแล้ว ถ้าเป็นดอกเป็นช่อควรให้ดอกที่อยู่ตรงกลางช่อบานเต็มที่ก่อน

-ดอกคาร์เนชั่น ควรตัดเมื่อกลีบดอกบานทำมุมฉากกับกลีบรองดอกและใจกลางดอกคลี่ออก

-แกลดิโอลัส ควรตัดเมื่อดอกล่างดอกแรกหรือสองดอกเริ่มมีสีเห็นชัดเจน

วิธีการตัดดอกไม้
ใช้มีดหรือกรรไกรที่และสะอาด ตัดก้านดอกให้เป็นมุมเฉียงและให้ได้รอยตัดเรียบไม่ช้ำ การตัดเฉียงๆ เพื่อให้ได้เนื้อที่ในการดูดน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะดอกไม้ที่มีก้านเป็นไม้เนื้อแข็งเพราะดอกไม้ประเภทนี้จะดูดน้ำได้ เฉพาะทางรอยตัดเท่านั้น ควรริดใบด้านล่างของก้านออกบ้างเพื่อไม่ให้เน่าอยู่ในน้ำทำให้เกิดกลิ่น และมีแบคทีเรียเจริญในน้ำอุดต้นก้านดอกทำให้ดูดน้ำไม่ได้ ดอกไม้จะเหี่ยวเร็ว การตัดดอกทุกครั้งควรใช้ภาชนะพลาสติกที่สะอาดทุกครั้งใส่น้ำพอให้ท่วมก้าน ประมาณ 1–2 นิ้ว เป็นอย่างน้อย ให้น้ำอุณหภูมิ 38°C-43°C จะช่วยเร่งให้ก้านดอกดูดน้ำได้เร็วขึ้น เพื่อชดเชยกับน้ำที่เคยได้รับจากต้นแม่ทำให้ได้รับน้ำไม่ขาดตอน

สูตรสารเคมีอย่างง่ายในการช่วยให้ดอกไม้หลังตัดอยู่ได้ทนนาน
สูตรที่ 1 ผสมน้ำกับเครื่องดื่มเซเว่นอัพในอัตราส่วนที่เท่ากัน เติมน้ำยาซักผ้าขาวไฮเตอร์ 1 ช้อนชา
สูตรที่ 2 ใช้น้ำสะอาดประมาณ 1 ลิตรต่อน้ำมะนาว 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำยาฟอกสี ½ ช้อนชา

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของดอกไม้ปักแจกัน
-วางแจกันไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ให้อยู่ห่างเตาไฟ
-ดอกไม้ที่ตัดดอกแล้ว ไม่สามารถทนต่อแสงอาทิตย์โดยตรงได้ แต่แสงจากหลอดไฟจะช่วยยืดอายุดอกไม้ได้ ทำให้ใบสดมีสีเขียวนานกว่าปกติ
-ควรตั้งแจกันบริเวณที่มีความชื้นสูง ถ้าอยู่ในที่ที่อากาศแห้งควรฉีดพ่นละอองน้ำให้ดอกไม้วันละ 1–2 ครั้ง
-ไม่ควรวางแจกันในที่ที่มีลมโกรก และใกล้แหล่งผลิตก๊าซเอธิลีน เช่น ผลไม้สุก เตาแก๊ส การเผาไหม้ของน้ำมันและควันบุหรี่


“แสยกออสเตรเลีย” แปลก…มีดอกสวย
โดยปกติแล้ว คน ทั่วไปจะรู้จักต้นแสยกเป็นอย่างดี เนื่องจากนิยมปลูกกันแพร่หลายมาช้า นาน ตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ทวดแล้ว โดยจะปลูกเป็นรั้วกั้นต้นไม้ ทำรั้วกัน ทางเดินในบริเวณบ้านทรงไทย เรือนไทย ที่มีพื้นที่กว้าง หรือตามโรงเรียนใน แถบ ชนบท ถ้าปลูกเรียงกันเป็นแถวยาวตามริมถนน เวลาต้นแสยกแตกใบเป็นพุ่มแล้ว ถูกตัดแต่งให้เป็นระเบียบจะสวยงามน่าชมยิ่ง

แสยก ที่ปลูกในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 สายพันธุ์คือ ชนิดที่ต้นและใบเป็นสีเขียวล้วน เรียกว่า แสยกเขียว กับอีกชนิดหนึ่งลำต้นและใบเป็นสีเขียวสลับขาว นิยมเรียกกันว่า แสยกลาย หรือ แสยกด่าง ปลูกประดับได้งดงามทั้ง 2 ชนิด แต่ทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวถึงไม่เคยพบว่ามีดอก ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ

ในสมัยก่อน ชาวบ้านตามชนบทนิยมเอาต้นแสยกแบบสดทั้งต้นกะจำนวนตามต้องการ ทุบพอแตกไปแช่น้ำตามหนองบึง หรือบ่อที่มีปลาอาศัยอยู่ ประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าบ่อหรือหนองไม่กว้างนัก ปลาที่อยู่ในน้ำจะเกิดอาการเมาหรือตาย สามารถจับหรือช้อนขึ้นมาได้อย่างสบาย มีฤทธิ์เหมือนกับต้นหาง-ไหล หรือต้นโล่ติ้นของชาวจีน ยางของแสยกมีพิษแรงมาก ขนาดนำเอาทั้งต้นทุบพอแตก ใส่ลงในวังน้ำหรือลำธารที่มีจระเข้ อาศัยอยู่ มันจะหนีไปที่อื่นจนหมด เหลือ เชื่อมาก แพทย์ตามชนบทนิยมเอาใบและยอดของแสยกโขลกละเอียดพอกแผลสด เป็นยาประสานเนื้อดียิ่งนัก มีชื่อเรียก ในประเทศไทยอีกคือ มหาประสาน (ปราณบุรี)

ส่วน “แสยกออสเตรเลีย” อยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE มีลักษณะเหมือนกับแสยกของไทยทุกอย่าง ทั้งต้นและใบ ต้นสูงประมาณ 1 เมตร มีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ “แสยกออสเตรเลีย” จะมีดอก ลำต้นอวบน้ำ ตั้งตรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ก้านใบสั้น ใบเป็นรูปรีเกือบกลม มักงองุ้ม คล้ายเปลือกหอยแครง หรือคล้ายใบผักแพ้วแดง เนื้อใบหนาแข็ง สีเขียวเป็นมัน ใบดกและเป็นพุ่มแน่น

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ ดอกบานแล้วดูเหมือนตัวนกกำลังกระพือปีกบิน ผู้นำเข้าจึงนิยมเรียกว่าต้น “นกน้อย” ลักษณะดอกมีกลีบด้านข้าง 2 ข้างขนาดใหญ่ กลีบ บนตั้งขึ้นขนาดเล็กกว่า เป็นสีเหลืองปนเขียว มีกลีบล่างคล้ายกลีบปากของดอกกล้วยไม้ เป็นสีเหลือง มีปะสีแดงอมชมพู มีจะงอยใจกลางดอกเหมือนปากนก เวลาดอกบานจึงทำให้ดูเหมือนตัวนกกำลังกระพือปีกบินน่าชมมาก ดอกออกตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณแกะ” หน้าตึกอำนวยการ /นายเกษตร 16 ตุลาคม 2552


จาก“เขียวหมื่นปี” มาเป็น “แก้วกาญจนา”ราชาแห่งไม้ประดับเขตร้อน

เมื่อ ครั้งอดีตได้มีไม้ประดับใบแสนสวยเกิดขึ้นมาในนามของเขียวหมื่นปี ที่คนไทย รู้จักดีและเรียกขานกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า AGLONEMA ซึ่งแต่เดิมจะเป็นไม้ ที่มีสีเขียวล้วน นิยมนำไปประดับเป็นไม้กระถางในอาคาร
ต่อ เมื่อได้มีนักปรับปรุงพันธุ์พืช นำเขียวหมื่นปีมาปรับปรุงพันธุ์ จนไม้ที่มีสีแดงขึ้นมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ นั่นเอง ต่อมาคำว่าเขียวหมื่นปี จึงจางหายไปพร้อมกับการค้นพบว่าไม้ตระกูลนี้สามารถให้สีอื่นๆ นอกเหนือไปจากสีเขียวได้

แต่ ทั้งนี้ยังคงเป็นที่รู้จักกันในนามของอโกลนีมาที่มีความหมายในทางภาษากรี กว่า“เส้นทางที่มีความสว่างสดใส” และด้วยฝีมือของนักผสมพันธุ์พืชไทยจึงทำให้ได้ไม้ใบที่มีสีสดสวยงามเกิดขึ้น มาในวงการของนักเล่น อโกลนีมา

ทาง “ชมรมพัฒนาพรรณไม้ประดับ 2000” จึงได้ทูลขอพระราชทานชื่อสามัญในภาษาไทยที่สะท้อนถึงลักษณะของพรรณไม้สกุล นี้ แทนการใช้ชื่อทับศัพท์ในภาษากรีก จาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2549 ทางชมรมฯ จึงได้รับชื่อพระราชทานว่า “แก้วกาญจนา” ซึ่งมีความหมายว่า “งดงามและสว่างไสว สุกสว่างดุจทอง
แก้ว กาญจนาจึงได้รับการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่เรื่อยมา เพื่อให้มีความหลากหลายสวยงามมากกว่าไม้ประดับเขตร้อนทั้งมวล โดยมีทั้งชนิดใบแคบคล้ายใบหญ้าไปจนถึงชนิดใบกว้างจนเกือบกลม ที่มีทั้งใบสีเขียวล้วน สีเขียวลายเทาเงิน สีเทาเงิน สีเขียวลายขาว สีเขียวลายเหลือง สีเขียวลายชมพูแดง สีชมพูแดง และ สีอื่นๆ อีกมากมายในท้องตลาด ซึ่งมีต้นเตี้ยเพียงไม่กี่เซนติเมตร ไปจนถึง สูงเป็นเมตร และกลายเป็นไม้ประดับใบที่มีราคาต่อต้นสูงที่สุดในวงการไม้ประดับของโลก ทั้งยังเป็นไม้ประดับสวยงามที่สามารถใช้ประดับอาคารบ้านเรือนได้นาน จนได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งไม้ประดับเขตร้อน” ในปัจจุบัน


เทคนิคการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษาดอกหน้าวัว
“ดอกหน้า วัว” เป็นไม้ตัดดอกที่มีความต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่าง ประเทศ ซึ่งดอกหน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกที่มีราคาค่อนข้างสูง เกษตรกรผู้ปลูกดอก หน้าวัวจึงจำเป็นจะต้องใช้ความระมัดระวังในการเก็บและรักษาดอกหน้าวัว เพื่อ คงคุณภาพของดอกหน้าวัวและยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น ซึ่งมีเทคนิคดังต่อไป นี้

เทคนิคการตัดดอกหน้าวัว :

1.สังเกตที่ความแข็งของก้านคอดอก จะต้องแข็งพอไม่อ่อนงอ

2.บริเวณจานรองดอกต้องบานเต็มที่ และมีสีสันสดใส

3.ปลีดอกต้องบาน โดยทำการสังเกตจากปลีของดอกหน้าวัว จะเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อดอกบาน ซึ่งปลีจะเปลี่ยนสีจากโคนปลีไปยังปลายปลี ประมาณ 2 ใน 3 ของปลี ก็ใช้ได้แล้ว

4.ใช้มีดตัดตัดก้านดอกโดยรอยตัดต้องเรียบ และทำมุมเฉียง 45 องศา เพื่อเพิ่มเนื้อที่การดูดน้ำของก้านดอกให้มากที่สุด

5.โดยตัดให้ก้านดอกเหลือกันต้นประมาณ 4-5 เซนติเมตร

**ในการตัดควรใช้มีดดีกว่ากรรไกรเพราะจะทำให้สะดวกในการตัดและแผลที่ตัดจะ ไม่ช้ำ ส่วนมีดที่ทำการตัดดอกหน้าวัว ต้องทำการฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่จะติดมาบนมีด

วิธีการเก็บรักษาดอกหน้าวัวเพื่อคงคุณภาพดี :

**วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้**

1.ท่อพีวีซีขนาดประมาณ 1 นิ้ว ยาว 40 ซม. ที่ทำการลบเหลี่ยมความคมของขอบท่อแล้ว
2.ถังพลาสติกที่มีความสูงประมาณ 40 ซม.
3.แผ่นพลาสติกสำหรับหุ้มบริเวณปากท่อพีวีซี
4.น้ำสะอาด

**วิธีการเก็บรักษาดอกหน้าวัว **

1.นำท่อพีวีซีมาห่อหุ้มที่บริเวณขอบท่อด้านบน (ด้านที่ทำการลบเหลี่ยมความคมของขอบท่อแล้ว)
2.นำท่อพีวีซีมามัดรวมกันให้พอดีกับขนาดของถัง
3.จากนั้นนำไปใส่ในถังที่เตรียมไว้ เติมน้ำลงไปในถัง ประมาณ 10 ซม.
4.นำดอกหน้าวัวที่ทำการตัดเรียบร้อยแล้วมาใส่เพื่อทำการเก็บรักษา
5.ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 15-18 องศาเซลเซียส


การเก็บรักษาดอกมะลิให้นานขึ้นโดยไม่ใช้สารเคมี
“ดอกมะลิ” เป็น ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็น คนไทยนิยมนำมาลอยในน้ำเย็นเพื่อดื่ม ปัจจุบัน “ดอก มะลิ” เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น  ทั้งเก็บดอกมะลิสำหรับร้อยพวงมาลัย ทำ ดอกไม้แห้ง และอุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหย นอกจากนี้ยังสามารถนำมาเข้า ยา (เป็นส่วนผสม) เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพ ร้อยพวงมาลัยรายย่อยหรือเก็บดอกมะลิไว้แล้วจำหน่ายไม่ทัน ทำให้ประสบปัญหา ดอกมะลิเหี่ยว-ช้ำ และดอกมะลิบานเร็ว โดยส่วนใหญ่วิธีการเก็บรักษาดอกมะลิ มักจะมีการใช้สารเคมีในการเก็บรักษา ซึ่งจะมีอันตรายต่อผู้ที่ทำการร้อยพวง มาลัย และผู้ที่ซื้อพวงมาลัย  ทางเจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณป้า จำเนียร ผู้ที่มีใจรักในการปลูกมะลิและได้ร้อยพวงมาลัยจำหน่ายเป็นงาน อดิเรก มีวิธีในการเก็บรักษาดอกมะลิไม่ให้บานเร็วมาแนะนำดังนี้

อุปกรณ์ :

1.กะละมังสำหรับใส่ดอกมะลิ
2.น้ำแข็ง
3.น้ำ
4.ตะกร้าสำหรับใส่ดอกมะลิเพื่อให้สะเด็ดน้ำ
5.ถุงพลาสติกขนาดใหญ่สำหรับเก็บดอกมะลิ

วิธีการเก็บรักษาดอกมะลิให้นานขึ้น:

1.เก็บดอกมะลิในช่วงเวลาที่แดดไม่จัด เพราะจะทำให้ดอกมะลิไม่บาน
2.รวบรวมใส่ในกะละมัง ทำการคัดเลือกดอกที่เสียออก (ดอกมะลิจำนวน 1 กก.)
3.จากนั้นนำน้ำแข็งใส่ลงในกะละมังที่มีดอกมะลิอยู่ (ประมาณ 1/2 กก.)
4.ใส่น้ำสะอาดปริมาณ 1 ลิตร ลงในกะละมังที่ใส่ดอกมะลิ
5.คนให้เข้ากัน ลักษณะคล้ายกับการซาวข้าว จนกระทั่งน้ำแข็งละลายจนหมด
**หรือสังเกตที่ลักษณะของดอกมะลิ ดอกมะลิจะแข็งตัว (โดยปกติดอกมะลิที่เราเก็บมาดอกจะนิ่ม)**
6.นำดอกมะลิมาใส่ตะกร้าที่เตรียมไว้เพื่อให้สะเด็ดน้ำ
7.นำดอกมะลิมาใส่ในถุงพลาสติก ทำการไล่อากาศออกจากถุงให้หมด แล้วปิดปากถุงให้แน่น
8.แช่ไว้ในตู้เย็นหรือถังน้ำแข็ง จะสามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 3 วัน โดยที่ดอกมะลิไม่บาน


สูตรน้ำยาช่วยยืดอายุการใช้งานไม้ตัดดอก
สำหรับเกษตรกรที่ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับตัดขายให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ที่เดินทางมารับเพื่อจะ ขนส่งไปขายออกออกสู่ตลาดยังพื้นที่ต่างๆ  แต่ปัญหาของกลุ่มพ่อค้าที่มารับ ซื้อบางรายเกิดปัญหาเรื่องของระยะทางในการขนส่งจึงทำให้ดอกไม้ที่รับจากสวน ไปเกิดการร่วงโรยและเหี่ยวเฉา และ จะมีใช้วิธีการเก็บรักษาความสดของดอกไม้ และก้านดอกไม้  ให้มีความสดอยู่เสมอนั้น มีวิธีการต่างๆ ส่วนมากที่นิยมใช้ กันในหมู่ของผู้ขายดอกไม้นั่นก็คือ เก็บไว้ในตู้ทำความเย็น   แต่หากวิธีนี้ จะทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางราย ไม่มีเงินทุนพอที่จะซื้อ ทางทีมงานไม่รอช้า ได้ สูตรการเก็บรักษาความสดของดอกไม้และก้านไม่ให้เกิดการเปื่อยยุ่ยด้วยวิธี ง่ายๆและประหยัดค่าใช้จ่าย ของคุณแม่เทียน สิมสวัสดิ์ วัย 52 ปี เกษตรกรผู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่บ้านหนองบัวทอง ต.กวนวัน อ.เมือง จ.หนองคาย มีเคล็ด ลับมาบอกกัน ดังนี้ค่ะ

วัสดุอุปกรณ์สำหรับการผสมน้ำยายืดอายุไม้ตัดดอก :

1.น้ำยาไฮเตอร์ 1 ฝา
2.ยาทัมใจ 1 ซอง
3.น้ำเปล่า 2 ลิตร

วีธีการทำ :

นำยาทัมใจละลายกับน้ำแล้วเติมด้วยไฮเตอร์ คนให้น้ำยาเข้ากัน

วิธีการนำไปใช้ :

ก่อนจะนำดอกไม้ใส่ในถังน้ำยา ควรที่จะต้อง เอาใบออก ถ้ามีใบไม้ที่ก้านอยู่ใต้ระดับน้ำให้เด็ดใบออก ใบไม้ที่อยู่ในน้ำจะทำให้แบคทีเรียเติบโต และอาจจำกัดการดูดน้ำของดอกไม้ ตัดก้าน ในระยะหนึ่งหรือสองนิ้วจากรอยตัดเดิม ด้วยมีดคมๆให้เป็นแนวตรงตั้งฉาก เพียงแค่นี้คุณสามารถเก็บรักษาความสดของดอกและก้านให้มีความสดที่ยาวนาน


สูตรดินผสมสำหรับเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับทั่วไป
การปลูกไม้ดอกไม้ ประดับในบริเวณบ้านนั้นเป็นความเพลินเพลินของสมาชิกภายในบ้านที่สามารถร่วม กันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และช่วยผ่อนคลายความเครียดได้  แต่ผู้เพาะปลูก ไม้ดอกไม้ประดับหลายท่านมีปัญหาเรื่องการเตรียมดินในการเพาะปลูกเพราะหาก เลือกดินไม่เหมาะสมอาจจะทำให้ต้นไม้แคระแกร็นไม่สวยงามตามความ ตั้งใจ  วันนี้ทางทีมงานสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี  จึงนำสูตรการ เตรียมดินเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างง่ายมาฝาก  ดังนี้

สูตรดินผสมสำหรับการเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับ :

1. แกลบดิบ 3 ส่วน
2. ขุยมะพร้าว 5 ส่วน
3. ดิน 2 ส่วน (อาจจะใช้ดินที่หาเอาบริเวณบ้าน หรือดินถุงสำเร็จรูปก็ได้)

วิธีการเตรียมดินเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับ :

นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยไม่ต้องหมัก สามารถนำไปใช้ ในการเพาะชำ และปลูกไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงพืชชนิดอื่น ๆ ได้ทันที ดินสูตรนี้จะช่วยให้ไม้ดอกไม้ประดับเจริญเติบโตได้ดีและสวยงามแล้วค่ะ


เทคนิคการขุดล้อมไม้ยืนต้น
ในยุคสมัยที่ เปลี่ยนไปการขุดล้อมไม้ใหญ่มาใช้ในงานจัดสวน กลายเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้มี เงิน เนื่องจากไม่ต้องรอนานก็สามารถนิมิตรสวนสวยได้อย่างใจ ด้วยต้นไม้หลาก ไซต์ ใหญ่น้อยที่ถูกล้อมมาจากที่เดิมของมัน ก่อนถูกโยกย้ายมาใช้ในงานจัดสวน ต่อไป
ซึ่งไม้ใหญ่นั้นสามารถขุดล้อมมาใช้ได้ ด้วยเทคนิคและวิธีการจากประสบการณ์ของ
“สวนดาวรุ่ง –สุเพียร พันธุ์ไม้ ” ที่บ้านถ้ำเข้ ต.วังไก่เถื่อน อ.หัน คา จ.ชัยนาท ในครั้งนี้ คุณสุเพียร สุดสังข์ ได้เปิดเผยเทคนิควิธีในการขุด ไม้ล้อมที่น่าสนใจดังนี้

วิธีการและขั้นตอนการขุดล้อมไม้เพื่อย้ายปลูก :

1.เลือกต้นไม้ที่มีรูปทรงสวยงาม อาจจะเลือกจากลักษณะทรงพุ่ม หรือเลือกจาก ขนาดของลำต้น อายุของต้นไม้ที่เหมาะสม
2.ตัดใบ และกิ่งก้านให้หมด
3.การขุดล้อม จะวัดจากรอบโคนต้นออกไป 1 คืบ ขุดลึก 50 เซนติเมตร โดยใช้คนขุด
4.ระหว่างการขุด หากเจอรากขนาดใหญ่จะใช้ขวานตัดรากทิ้งไป
5.หลังจากขุดเรียบร้อยแล้วจะใช้ซาแเลน หุ้มโคนต้นไว้ (พันเหมือนตุ้ม) แล้วใช้เชือกรัดให้เรียบร้อย เพื่อขนย้าย
6.หลังขนย้ายจะต้องนำต้นไม้ที่ขุดมาแล้วชำด้วยขุยมะพร้าว โดยนำซาเลนท์อีก 1 ผืน (ขนาดหุ้มต้นได้ ) วางราบลงกับพื้น แล้วใส่ขุยมะพร้าวลงไปหนาประมาณ 1 คืบ นำต้นไม้วางไว้ด้านบน หลังจากนั้นห่อให้เรียบร้อย ยัดตามด้วยขุยมะพร้าวด้านข้างให้เต็ม
7.รดน้ำ 2 วันครั้ง แต่แรก ใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 ต้นต่อ 1 ช้อนโต๊ะ(ทุก 3 เดือน) และควรจะใส่น้ำยาเร่งรากในครั้งแรก(ถ้ามี)


ดินผสมสูตรกระตุ้นการออกดอกไม่กระถาง
มีเกษตรกรจำนวน มาก ที่มีความสนใจในการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ไม่ว่าจะสนใจแบบสมัครเล่น หรือ สนใจจะทำเป็นอาชีพ เพราะแนวโน้มการตลาดของไม้ดอกไม้ประดับนั้น ยังมีอนาคตสด ใส และได้รับความนิยมจากตลาด อย่างสม่ำเสมอ

องค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้ไม้ดอกไม้ประดับมีความสมบูรณ์สวยงาม ออกดอกสม่ำเสมอนั่นก็คือดิน และวันนี้เราก็มีเทคนิคการผสมดินที่รับรองคุณภาพ จากสวนพวงสุวรรณ สวนชวนชม แห่งอำเภอบางระจัน ที่มีประสบการณ์ทำสวนไม้ดอกไม้ประดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538

ส่วนผสมดินปลูกไม้ดอกกระถาง :

1. ดินใบก้ามปู 1 ส่วน
2. ปุ๋ยคอก ( ต้องเป็นปุ๋ยคอกเก่า ) 1 ส่วน
3. เนื้อดินร่วน 1 ส่วน
4.กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน

นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันเสร็จแล้ว พรมน้ำลงบนดินให้มีความชื้น ก็จะได้ดินที่เหมาะสมสำหรับไม้ดอกไม้ประดับที่เลี้ยงในกระถาง เสร็จแล้วนำดินใส่กระถาง แล้วนำต้นไม้ที่เตรียมไว้ปลูกลงไปในกระถางได้เลย

คุณณัฐพล บอกว่าดินตามสูตรนี้นั้น สามารถใช้ได้กับไม้ดอกไม้ประดับแทบทุกชนิด แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้ต้นไม้ออกดอก อาจจะต้องคำนึงถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่ต้นไม้แต่ละชนิดมีความชอบต่างๆ กันไป อย่างเช่น ชวนชมนั้น จะเลี้ยงให้ดี นอกเหนือจากดินจะดี ยังชอบแดดอย่างยิ่ง คือ ต้องมีแดด 100 % ต้นจึงจะสมบูรณ์ และออกดอก ที่สำคัญ จะต้องไม่ลืมว่าจะต้องเปลี่ยนดินเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง รวมถึงเพิ่มขนาดกระถางตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ด้วย

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

One Response to “นานาสาระเกี่ยวกับ”พืชสวนประดับ””

  1. เอก says:

    เลี้ยงชวนชมประดับบารมีที่ภูเก็ตสนับสนุนโดย ร้านขายชวนชม บัวหลวงพลาซ่า

Powered by · Dimple