ไม้ดอก


นางแย้ม ไม้ดอกหอมแบบไทยๆ
นาง แย้มเป็นต้นไม้ประดับไม่สูงมากนัก มีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นพวง ดอกเล็กๆ เช่นเดียวกับมะลิซ้อน หลายๆ ดอกซ้อนเรียงรายกัน สวยงามมาก พุ่มลำ ต้นเตี้ยสูงประมาณ 3-5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ลักษณะ ใบเป็นรูปใบโพธิ์
ชื่อ : นางแย้ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum Philippinium
ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE ชื่อสามัญ : Glory Bower
ชื่ออื่น ๆ : Burma Conehead นางแย้ม

ลักษณะทั่วไป : นางแย้มเป็นต้นไม้ประดับ ไม่สูงมากนัก มีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นพวงดอกเล็กๆ เช่นเดียวกับมะลิซ้อน หลายๆ ดอกซ้อนเรียงรายกัน สวยงามมาก พุ่มลำต้นเตี้ยสูงประมาณ 3-5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ลักษณะใบเป็นรูปใบโพธิ์ ตรงปลายแหลมแต่ไม่มีติ่ง ขอบใบหยักรอบใบ ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะเบียดเสียดติดกันแน่นในช่อ ช่อดอกหนึ่งกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ลักษณะดอกย่อยคล้ายดอกมะลิซ้อนสีขาว บานเต็มที่ประมาณ 1 นิ้ว ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีม่วงแดงเป็นหลอดสั้น ปลายแยก 5-6 แฉก ดอกย่อยบานไม่พร้อมกันและบานนานหลายวัน มีกลิ่นหอมมากทั้งกลางวันและกลางคืน ออกดอกตลอดปี

การปลูกและดูแลรักษา : นาง แย้มนั้นสามารถทนแดดและฝนได้เป็นอย่างดี ปลูกไว้กลางแจ้งจะได้ดอกใหญ่และสวยกว่า ดินปลูกควรเป็นดินร่วนซุยมีธาตุอาหารเพียงพอและมีความชื้นสูง นางแย้มเป็นไม้ที่ต้องการน้ำมากดังนั้นจึงจำเป็นต้องรดน้ำเป็นประจำอย่าให้ ขาด

ประโยชน์ทางยา : เป็น ไม้ประดับ และมีสรรพคุณทางสมุนไพร ใบใช้ตำพอกแก้โรคผิวหนัง รากใช้ต้มดื่มแก้ปวดข้อ ริดสีดวงทวาร แก้หลอดลมอักเสบ รากฝนกับน้ำปูนใสทารักษาเริม งูสวัด ต้นใช้ต้มดื่มแก้กระดูกสันหลังอักเสบเรื้อรัง ปวดข้อ ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ

”ผกากรอง” ไม้ดอกวัชพืช
ผกากรอง เป็นไม้ ดอกไม้ประดับที่มีสีสันสวยงาม  นักภูมิสถาปัตย์ นิยมนำไปตกแต่งสถานที่เพราะ สีสันอันหลากหลายที่เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้พบเห็น ซึ่งเป็นคุณสมบัติ เด่นของไม่ดอกชนิดนี้ และในขณะเดียวกันผกากรองก็ยังถูกจัดว่าเป็นวัชพืชร้าย แรงที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ที่หาวิธีกำจัดให้สิ้นได้โดยยาก ทั้งยังมี สารพิษร้ายแรงที่หากสัตว์ประเภทแพะและแกะกินเข้าไปในปริมาณมาก ก็จะทำให้ตาย ได้ทันที…

ชื่อไทย : ผกากรอง (PHA -KA- KRONG)
ชื่อพื้นเมือง : ผกากรอง ก้ามกุ้ง เบ็ญจมาศป่า ขี้กา สาบแร้ง และสามสิบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : แลนทาน่า แอคคิวลีทา (Lantana aculeate Linn.) และ แลนทาน่า แค็มมีระ (L.camera.Linn.)

ลักษณะนิสัย :

ชนิดพืช [Plant Type] – ไม้คลุมดิน
ขนาด [Size] – สูง 30-45 เซนติเมตร
สีดอก [Flower Color] – สีเหลือง ขาว ส้ม ชมพู ม่วงอมชมพู หรือมีสองสีในช่อดอกเดียวกัน
ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] – ตลอดปี
อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] – เร็ว
ลักษณะนิสัย [Habitat] – ชอบดินร่วน
ความชื้น [Moisture] – ปานกลาง
แสง (Light) – แดดเต็มวัน

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : เป็นไม้คลุมดิน ลำต้นเป็นพุ่มหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย แตกกิ่งทอดเลื้อยได้ไกล 1-2 เมตร
ใบ (Foliage) – ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่ถึงรูปใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-6 เซนติเมตร
ปลายใบมนกึ่งแหลม โคนใบมน ขอบใบจักซี่ฟัน ผิวใบด้านบนสีเขียวเช้ม หนา มีขนสั้นสากมือ

ดอก (Flower) – สีเหลือง ขาว ส้ม ชมพู ม่วงอมชมพู หรือมีสองสีในช่อดอกเดียวกัน มีกลิ่นฉุน ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง ช่อละ 20-25 ดอก ดอกย่อยรูปกรวย โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 4 แฉก ทยอยบานจากด้านนอกเข้าไปด้านในช่อดอก ช่อดอกบานเต็มที่กว้าง 3-4 เซนติเมตร
ผล (Fruit) – ผลสดมีเนื้อ ทรงกลม สีเขียว เมื่อแก่สีม่วงดำ มีเมล็ดจำนวนมาก
การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) – ดอกสวย มีสีสัน ปลูกเป็นพุ่มคลุมดิน ริมถนน ทางเดิน ริมทะเล ริมน้ำตก ลำธาร ทรงพุ่มตัดแต่งได้

การดูแลรักษา:

แสง – ต้องการแสงแดดจัด
น้ำ – ต้องการน้ำน้อย
ดิน – สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิดแต่ดินที่เหมาะคือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี
ปุ๋ย – ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบริเวณโคนต้น

การขยายพันธ์ : โดยการเพาะเมล็ดและปักชำ (ส่วนใหญ่แล้วนิยมการปักชำเพราะสะดวกและรวดเร็วกว่า)

โรคและแมลง : ไม่ค่อยพบโรคและแมลงรบกวนเท่าไหร่

สารมีพิษและสรรพคุณ : ที่ใบมีสารพิษคือแลนทานิน (Lantanin) เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงมาก โดยเฉพาะพวกแพะและแกะ พิษของผกากรองจะมีผลต่อระบบประสาทและจะส่งผลต่อตับ เมื่อสัตว์เลี้ยงกินเข้าไปจำนวนมากจะทำให้ตายได้

การใช้ประโยชน์ :

- เป็นไม้ประดับ เพราะดอกสวยงามและออกดอกดกตลอดปี ใช้ตกแต่งเป็นแนวรั้วได้อย่างดี
- ดอกใช้ห้ามเลือด, ใบ ดอก ราก ใช้แก้อักเสบ
- ใช่กำจัดแมลงศัตรูพืช

วิธีเตรียมและการใช้ผกากรองป้องกันจำกัดศัตรูพืช :

วิธีที่ 1 :
บดเมล็ดผกากรอง 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 2 ลิตรแช่ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วกรองเอาไปใช้ฉีดพ่นฆ่าหนอนกระทู้ในแปลงผัก

วิธีที่ 2 :
ใช้ดอกและใบบดละเอียดหนัก 50 กรัม ผสมน้ำ 400 ซีซี แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วกรองผสมน้ำ 1: 5 ส่วน ใช้ฉีดพ่น

“ลีลาวดี”พันธุ์ไม้งาม..นามไพเราะ
ลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา พบในบริเวณพื้นที่ ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะหมู่เกาะ ทะเลแคริบเบียน
ในประเทศไทยที่พบเห็นทั่วๆไปจะมีดอกสีขาว แดง ชมพู และ สามสี เดิมทีชื่อเรียกของพันธุ์ไม้นี้
คือ “ลั่นทม” ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคำนี้มาจากคำ ว่า “ระทม” ที่หมายถึง ความเศร้าโศก ไม่เป็นมงคล จึงไม่นิยมปลูกเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้านพักหรือที่ อยู่อาศัย แต่แท้ที่จริงแล้วมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึง คำ ว่า “ลั่นทม” ที่เรียกกันแต่โบราณหมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้ว มีความสุข
ดังนั้นคำ ว่า “ลั่นทม” แท้ที่จริงนั้นจึงเป็นคำที่ผสมจาก ลั่น+ทม โดย คำ แรกหมายถึง แตกหัก ละทิ้งและคำ หลังหมายถึงความทุกข์โศก แต่ความเชื่อ ว่า “ลั่นทม” เป็นคำที่ไม่เป็นมงคลยังคงผฝังตรึงอยู่ในใจของคนไทยมาช้า นาน กระทั่งได้มีการเปลี่ยนชื่อ ต้นไม้ชนิดนี้มใหม่ จาก “ลั่นทม ” เป็น “ลีลาวดี” ซึ่งมีความไพเราะเหมาะเจาะกับรูปทรงและดอกอันสวยสด จนกลาย
มาเป็นไม้ยอดนิยมในปัจจุบัน เนื่องจาก รูปทรงที่สวยงามแปลกตาแล้วดอกสีลาวดี ยังมีสีสวยและมีกลิ่นหอม และยังถือว่าเป็นไม้มงคลอีกด้วย


ชื่อสามัญ : ลั่นทม หรือ ลีลาวดี(Lanthom)Temple tree , Pagoda tree , Frangipani
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria acuminata Art. Sym.:P. actifolia Poir. , P. rubraLinn.var.Actifolia Bailey.

ชื่ออื่นๆ :
กะเหรี่ยง กาญจนบุรี – จงป่า (Chong-pa)
ภาคเหนือ – จำปาลาว (Champa-lao)
อีสาน – จำปาขาว (Champa-Khao)
เขมร – จำไป (Cham-pai)
ภาคใต้ – จำปาขอม (Champa-khom)
ยะลา – ไม้จีน (Mai-Chin)
มลายู-นราธิวาส – มอยอ (Mo-yo)
ถิ่นกำ เนิด – เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ อินเดีย

วงศ์ : APOCYNACEAE

ประวัติความเป็นมาของลีลาวดี:

มีตำนานเล่าขานกันมาว่า ตามหลักสากลลีลาวดีได้ถูกเรียกชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani) และเรียกกันทั่วๆไปว่า พลูมมีเรีย (plumeria) ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกเรียกตามชื่อของนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ล พลัมเมอร์ (ค.ศ.๑๖๔๖-๑๗๐๖) บุคคลผู้นี้ได้ริเริ่มจัดระบบเป็นหมวดหมู่ให้กับต้นใม้และดอกไม้ในเขตร้อน

เรื่องมีอยู่ว่าในศตวรรษที่ ๑๗ นาย ชาร์ล พลัมเมอร์ ถูกมอบหมายจากกษัตริย์ฝรั่งเศส ให้ไป
แสวงหาพันธุ์ต้นไม้แปลกๆ ในเขตร้อนมาถวาย ชาร์ลจึงเดินทางไปยังหมู่เกาะ แคริเบียน ถึง ๓ ครั้ง จึงได้พบต้นไม้ที่มีดอกสวยงามและรูปทรงแปลกๆ และได้นำ กลับไปประเทศ ฝรั่งเศส

หลายปีผ่านไปนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกท่านหนึ่งชื่อนาย ทัวนีฟอร์ท ได้ตั้งชื่อต้นไม้ชนิดที่ชาร์ลค้นพบนี้ว่าพลัมเมอร์เรีย (plumieria) เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย ชาร์ล พลัมเมอร์ แต่ภายหลังชื่อถูกเรียกเพี้ยนไปเป็น พลูมมีเรีย (plumeria) อย่างไรก็ตามศัพท์ทางวิชาการของการเรียกชื่อต้นไม้ชนิดนี้ได้ระบุว่า ฟรังกีปานี (frangipani)

ชื่อ ฟรังกีปานี ถูกสมมุติฐานว่ามาจากคำ ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ฟรังกีปาเนีย (frangipanier) ซึ่งมาจากรากศัพท์ว่ากลิ่นหอม (fragrance) อีกสมมุติฐานของชื่อนี้คำ ว่า “ฟรังกีปานี” มีความหมายถึงยางสีขาวเหนียวเหนอะซึ่งออกมาจากต้นไม้ที่ถูกตัด ชาวฝรั่งเศสที่ได้ไปตั้งรกรากในหมู่เกาะแคริเบียนได้สังเกตุเห็นลักษณะเช่น นั้นจึงเรียกว่า ฟรังกีปานีเออร์ (frangipanier) ซึ่งในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า นมข้น สรุปแล้วชื่อสากลของพันธุ์ไม้นี้มีความเป็นไปได้สูงว่ามาจากรากศัพท์ของภาษา ฝรั่งเศส


ลักษณะโดยทั่วไป :

ลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้น มีขนาดจากที่เป็นพุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ0.6 เมตร จนถึงต้นใหญ่มากอาจที่สูงได้ถึง 12 เมตร ลำต้นแผ่กิ่งก้านสาขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางขนสีขาวเป็นพันธุ์ไม้ที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกผลิใบรุ่น ใหม่ชนิดและพันธุ์ที่มีลักษณะดี ต้องมีทรงพุ่มแน่น มีกิ่งก้านสาขามาก ใบดกที่ปลายกิ่ง มีช่อดอกใหญ่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียวออ่นนุ่ม กิ่งที่แก่มีสีเทามีรอยตะ
ปุ่มตะป่ำ ใบ เป็นใบเดี่ยวมีการเรียงตัวสลับกันและหนาแน่นใกล้ๆปลายกิ่ง มีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกันตั้งแต่ 5-20 นิ้ว ช่อดอก จะถูกผลิตออกมาจากปลายยอดเหนือใบแต่กก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบหรือ ออกดอกใต้ใบ ช่อดอกบางชนิดตั้งขึ้น บางชนิดห้อยลง ใน 1 ช่อดอกจะมีดอกบานพร้อมกัน 20-30 ดอก บางต้นสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอกต่อ 1 ช่อ ผล เป็นฝักคู่ รูปยาวรี กว้างประมาณ 1.5 – 15 ซม. เมื่อแก่แตกเป็น 2ซีก เมล็ดมีจำนวนมาก เมล็ด

แบนมีปีก ลีลาวดีมีช่วงชีวิตที่ยาวนานนับ 100 ปี
ใบ – เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะแตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกัน
ช่อดอก – ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบ บางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
ดอก – โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ดอกของลีลาวดีมีสีสรรหลากหลายทั้ง ขาว แดง เหลือง ชมพู ส้ม ม่วง สีทอง มีกลิ่นหอมต่างๆกันไปในแต่ละชนิด ดอกมีขนาด 2 – 6 นิ้ว มีกลิ่นหอม ดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอก ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน จึงยากต่อการผสมตัวเอง
ฝัก – มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ

พันธุ์ลีลาวดี:

ต้นลีลาวดีได้แพร่หลายในอเมริกา สมัยบุกเบิก ซึ่ง ต่อมามีการผสมข้ามพันธุ์ มีสีสันมากมายและหลากลักษณะ นักพฤกษ์ศาสตร์ชาวอเมริกัน ชื่อ วูดสัน (woodson) ได้บ่งลักษณะของชนิด เป็น 7 ลักษณะ ตามแหล่งดั้งเดิมของที่มา แล้วตั้งชื่อ ดังต่อไปนี้

1. พลูมมีเรีย อินโนโดรา แหล่งเดิมมาจากประเทศ โคลัมเบีย และ บิตริสกีนา
2. พลูมมีเรีย รูบรา ประเทศ ใน อเมริกากลาง
3. พลูมมีเรีย ซับเซสซิลิส ประเทศ ฮิสปานิโอลา
4. พลูมมีเรีย ออบทูซ่า หมู่เกาะบาฮามัส ประเทศ คิวบา จาไมกา ฮิสปานิโอลา
ปอร์โตริโก บริติสฮอนดูรัส
5. พลูมมีเรีย พูดิกา ประเทศ โคลัมเบีย เวเนซูเอลา และ มาตินิค
6. พลูมมีเรีย ฟิลิโฟเลีย ประเทศ คิวบา
7. พลูมมีเรีย อัลบา ประเทค ปอร์โตริโก เวอร์จินไอแลนด์ส และ เลสเซอร์ เอน-
ทิเลส

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งชนิดของลีลาวดีตามลักษณะใบ ช่อดอก และสี ได้มีการตั้งชื่อเรียกกัน
อย่างกว้างขวางในแต่ละที่ ส่วนประเทศที่ให้ความสำ คัญของลีลาวดี ถึงมีการตั้งสมาคม
ก็คือ สหรัฐอเมริกา โดยมีการจดทะเบียนชื่อตามลักษณะต่างๆดังที่กล่าวถึงกว่า ๓๐๐ ชื่อ
จากจำ นวนของลีลาวดีที่มีอยู่เดิม (generic) และที่มีการผสมพันธุ์ (hybrid) กว่า ๑,๐๐๐
ชนิดทั่วโลก


การปลูกลีลาวดีในกระถาง:

ลีลาวดีตอบสนองต่อวัสดุปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง และได้รับปุ๋ยเสริมตามความเหมาะสม สัดส่วนของวัสดุปลูกที่แนะนำโดยทั่วไปคือ 2:1:1 โดยใช้ มูลวัวที่ย่อยสลายแล้ว ,ใบไม้ผุและดิน แต่วัสดุปลูกที่มีขนาดเล็กละเอียด เมื่อถึงระยะหนึ่งจะอัดตัวแน่นทำให้รากพืชขาดออกซิเจน น้ำขังไม่สามารถระบายได้ ทำให้เกิดโรครากเน่าได้

การปลูกลงดินในแปลงปลูก ระยะปลูกในการปลูกลงในแปลงเพื่อเป็นการเก็บสะสมสายพันธุ์ดี หรือปลูกเพื่อขุดล้อมจำหน่าย การปลูกลีลาวดีต้นหนึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 5 ตารางเมตร

ดินที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดี ควรเป็นดินร่วนปนทราย ดินควรมีปริมาณอินทรียวัตถุที่เหมาะสม สามารถดูดความชื้นได้ ในขณะเดียวกันต้องมีการระบายน้ำที่ดี ส่วนค่าของพีเอชที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดีควรจะมีระหว่าง 6.4 ถึง 6.8 (มีกรดเล็กน้อยถึง 7 คือระดับกลาง) ถ้ามีกรดมากเกินไปเนื่องจากมีระดับฟอสเฟสสูง ควรจะราดสารผสมของแมกนีเซียมซัลเฟต (เกลือเอปซ่อม) เพื่อให้ดินมีค่าเป็นกลาง การขาดสารแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดการไหม้เกรียมของใบ สารแมกนีเซียมซัลเฟสสามารถแก้อาการเหล่านี้ได้ แต่ถ้าจะเร่งลำต้นและระบบรากเพื่อให้ใบสมบูรณ์ควรให้สารไนโตรเจน และในทางกลับกันถ้าลำต้นสูงเกินสัดส่วนที่ควรเป็นให้งดสารไนโตรเจนนี้หรือ ให้ในปริมาณที่น้อยลง

การดูแลรักษาลีลาวดี:

ลีลาวดี สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่กันดาร ดินไม่อุดมสมบูรณ์มากนัก แต่ถ้าต้องการให้ลีลาวดีออกดอกได้ดี ควรนำไปปลูกในกระถางและใช้ดินที่เป็นกรดเหมือนกับพืชเขตร้อนทั่วไป ลีลาวดีชอบความชื้นในอากาศสูงและไม่ชอบอยู่ในดินที่มีน้ำท่วมขังหรือมีการรด น้ำบ่อยครั้ง การปลูกควรเน้นการระบายน้ำหรือการยกร่องในแปลงปลูกเป็นหลัก ลีลาวดีเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในเวลากลางวันอย่างน้อยครึ่งวัน แต่หลายชนิดต้องการแสงแดดเต็มวัน ยกเว้นบางชนิดที่มีดอกสีแดงซึ่งจะชอบการพรางแสงมากกว่า

1.การให้น้ำลีลาวดี

การให้น้ำลีลาวดีในกระถาง ควรให้จนดินเปียกทั่วถึง จนน้ำส่วนเกินระบายออกทางรูระบายน้ำ แล้วปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งก่อนการให้น้ำครั้งต่อไป หรือช่วงแล้งจัด อาจเว้นวัน และควรตรวจดูความชื้นของวัสดุปลูกอยู่เสมอ
การให้น้ำลีลาวดีที่ปลูกลงดิน ควรให้ น้ำแต่น้อยให้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นในอากาศ ถ้าอากาศร้อนควรให้น้ำมากกว่าปกติ เพื่อรักษาความเขียวของใบ แต่การให้น้ำมากเกินไปมีผลต่อการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านมากและทำให้ไม่ออก ดอก

2.การให้ปุ๋ยลีลาวดี

เนื่องจากต้นลีลาวดีที่สวยและมีราคาสูงนั้นจะต้องมีฟอร์มต้นที่ดี คือ มีลักษณะของทรงพุ่มกลมมีกิ่งก้านสาขาแตกออก ดูแล้วมีความพอดีกับความสูงของต้น ดังนั้นการให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้ต้นสูงชะลูดและไม่แทงช่อดอกใน เวลาอันควร ในการที่จะเร่งการเจริญเติบโตทั้งทางใบ ลำต้น และดอก คือการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรือให้ฟอสฟอรัสสูงและให้ธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อลีลาวดี คือ แมกนีเซียม ทองแดง เหล็ก สังกะสี กำมะถัน และแมงกานีส

การให้ปุ๋ยหมักลีลาวดี ควรให้สลับกับการรดน้ำคาวปลาจะช่วยเพิ่มไนโตรเจนในดินได้เป็นอย่างดี

การเลือกซื้อปุ๋ยจากร้านทั่วไป ภาชนะบรรจุจะระบุอัตราส่วนของสารต่าง ๆ เอาไว้ อาทิเช่น อักษรตัว N หมายถึง ไนโตรเจน ตัว P หมายถึง ฟอสเฟส ตัว K หมายถึง โปตัสเซียม ฯลฯ

เนื่องจากลีลาวดีชอบดินที่เป็นกรดอ่อน ดังนั้นปุ๋ยควรมีส่วนผสมของฟอสเฟสในอัตราที่มากกว่า ส่วนไนโตรเจนและโปตัสเซียมให้ผสมในอัตราปานกลาง

สำหรับการปลูกลีลาวดีในกระถางในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณต้นเดือนเมษายนควรจะโรยกระดูกป่น และปุ๋ยที่มีฟอสเฟสสูงทุก ๆ สัปดาห์ และอีก 1 เดือนถัดมาให้ปุ๋ยแมงกานีสซัลเฟตให้ปฏิบัติตามสูตรนี้จนกระทั่วเกิดตุ่มดอก ในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งในช่วงนั้นควรเปลี่ยนไปใช้สารโปตัสเซียมไนเตรท และลดการให้จากทุกสัปดาห์เป็นเดือนละครั้ง เพื่อการออกดอกที่ได้ผลดี จนถึงเดือนกันยายนควรงดการให้ปุ๋ยทุกชนิด การนำกิ่งชำลงดิน ควรทำในเดือนเมษายนก่อนเข้าฤดูฝน

ศัตรูที่สำคัญของลีลาวดี: ได้แก่ ราสนิม และ เพลี้ยแป้ง

การขยายพันธุ์ลีลาวดี:

1. การปักชำ เป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็วในการขยายพันธุ์ต้นลีลาวดีและยังเป็นวิธีรักษาพันธุ์เดิมเอาไว้ การปักชำกิ่ง เป็นวิธีที่ใช้ในการขยายพันธุ์ลีลาวดีได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถขยายพันธุ์ ได้จำนวนมากกว่าวิธีอื่น และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ข้อเสียคือจะได้ลักษณะสายพันธุ์เดียวกับต้นแม่พันธุ์์

ควรทำในฤดูใบไม้ผลิคือช่วงก่อนฤดูฝนปลายเดือนมีนาคมไปถึงต้นเดือนมิถุนายน จะได้ผลดีกว่าปักชำในช่วงเดือนอื่นๆ การชำกิ่งอาจจะทำ ได้ตลอดปี แต่ควรมีการเลือกต้นพันธุ์และวิธีปฏิบัติดังนี้

1 . เลือกกิ่งที่มีความสมบูรณ์ ลักษณะเนื้อไม้แข็งแรงตัดตรงตำ แหน่งที่ตํ่ากว่าส่วนที่
เป็นยอดอ่อน ถ้าจะให้ดีควรยาวประมาณ 2 ฟุต
2. ควรตัดกิ่งให้อยู่ในมุมที่สูงกว่ารอยแผลของก้านใบเก่าที่ร่วงไป (Growth Tips) เพื่อ ที่จะให้กิ่งเดิมที่ถูกตัดสามารถแตกกิ่งอ่อนได้จาก Growth Tips ที่เปลี่ยนตา และในเวลาเดียวกันก็สามารถป้องกันกิ่งเดิมไม่ให้เน่าเสียเมื่อเวลาผ่านไป การใช้ปูขาวป้ายที่แผลรอยตัดในต้นเดิมจะช่วยสมานแผลได้ดีไม่เปิดโรคแทรกซ้อน
3. กิ่งที่ตัดควรนำมาเก็บไว้ที่ร่มประมาณ 4 วัน ให้แผลแห้งก่อนนำ มาเพาะชำ มีการพูดกันว่าถ้านำกิ่งที่ตัดใหม่ไปชำ จะทำให้เกิดการติดเชื้อราโรคแทรกซ้อนได้ง่าย
4. ก่อนนำไปชำในโรงเพาะชำควรจะนำโคนกิ่งที่ตัดเตรียมไว้จุ่มในนํ้ายาเร่งราก หรือจะ
ให้ดีควรผสมนํ้ายาด้วยสารป้องกันเชื้อรา หลังจากนั้นจึงนำ กิ่งไปชำ ในกระถางหรือภาชนะที่
มีดินที่มีฮิวมัสสูงให้โคนกิ่งลึก 2-3 นิ้ว และรอยที่นํ้ายาควรจะสูงกว่าระดับเหนือดิน 1 นิ้ว
5. ผู้ที่มีประสบการณใ์นการปลูกลีลาวดีได้ให้ข้อสรุปไว้ว่า ก่อนนำกิ่งลงชำควรเด็ดใบ
ส่วนปลายออกให้เหลือครึ่งหนึ่งเพื่อลดการระเหยของนํ้า ซึ่งปลายกิ่งสามารถสังเคราะห์แสง
เพื่อเรียกรากที่งอก
2. การเพาะเมล็ด จะใช้ฝักที่แก่จัด ส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งเมล็ดลีลาวดีงอกได้ง่าย แต่ละฝักของลีลาวดีจะได้ต้นกล้าประมาณ 50 -100 ต้น สามารถเพาะในกระถางเพาะได้เลย ข้อดี ของการเพาะเมล็ดลีลาวดี คือ จะได้ต้นที่กลายพันธุ์ หรือ ต้นลีลาวดีแคระ ด่าง
3. การเปลี่ยนยอด จะใช้ในกรณีที่ได้พันธุ์ดีแล้วนำมาเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่เพาะกล้าไว้แล้วอาจ จะเสียบข้างหรือผ่าเป็นลิ่ม วิธีนี้ต้องป้องกันไม่ให้น้ำเข้า ไม่เช่นนั้นแผลจะเน่า
4. การติดตา ใช้ในกรณีที่ได้ตามีไม่มากนัก เป็นการขยายพันธุ์แบบประหยัด กิ่งหนึ่งสามารถขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก

การตลาดของลีลาวดี: ลักษณะการผลิตและจำหน่ายลีลาวดีภายในประเทศแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ

1.การเพาะเมล็ดจำหน่ายเป็นต้นตอ ต้นตอมีความสูงประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายได้ในราคา 10 – 50 บาท แล้วแต่สายพันธุ์
2.การนำต้นตอมาเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 150 – 500 บาท แล้วแต่สายพันธุ์
3.จากต้นที่เปลี่ยนยอดพันธุ์ดีแล้วนำไปเลี้ยงดูต่ออีกประมาณ 3 – 4 เดือน สามารถจำ หน่ายได้ในราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
4.การปลูกลงดินเพื่อจำหน่ายต้นไม้ขุดล้อม ราคาที่ขายในท้องตลาดขึ้นอยู่กับขนาดและฟอร์มต้น ต้นลีลาวดีที่มีความสูงประมาณ 2 เมตร ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท ฟอร์มต้นอยู่เกณฑ์ปานกลาง หากต้นที่สูงเกิน 2 เมตร และฟอร์มต้นได้รูป มีกิ่งก้านแตกสาขาเป็นฟอร์มกลม ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่ดีและมีราคาแพงสนนราคาตั้งแต่ 10,000 – 15,000 บาท
5.การขายกิ่งพันธุ์ที่ไม่มีราก กิ่งละ 100 – 8,000 บาท ขึ้นกับสายพันธุ์และสีที่นิยม และขายเป็น เมล็ด ๆ ละ 2 – 10 บาท


การใช้ประโยชน์จากลีลาวดี:
1.ใช้ในการจัดสวน ตกแต่งภูมิทัศน์ พันธุ์ที่ครองความนิยมอยู่คือ “พันธุ์ขาวพวง” ที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม ที่ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวทั้งยังสามารถออกดอกตลอดปี
2.ลีลาวดียังมีสรรพคุณเป็น “ยาสมุนไพร” ด้วย

ต้น = ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า
ใบ = ใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหอบหืด ใบสดลนไฟประคบร้อนแก้ปวด บวม
เปลือกราก = เป็นยารักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม
เปลือกต้น = ต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว-ข้าว-มันเนยเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะ
ดอก = ใช้ทำธูป ใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย
เนื้อไม้ = เป็นยาแก้ไอ ยาถ่าย ขับพยาธิ
ยางจากต้น = เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ใช้ผสมกับไม้จันทน์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

ชนิดพันธุ์มะลิที่พบในประเทศไทย

ทั่ว โลกมีมะลิอยู่ทั้งหมดประมาณ 200 ชนิด แต่ที่พบในประเทศไทยมีอยู่ ประมาณ 45 ชนิด และในจำนวนนี้เป็นไม้พื้นเมืองของไทยประมาณ 15 ชนิด มะลิที่ พบเห็นกันมากได้แก่ มะลิลา มะลิลาซ้อน มะลิซ้อน มะลิถอด มะลิพิกุลหรือมะลิ ฉัตร มะลิทะเล มะลิพวง มะลิเลื้อย มะลิวัลย์ พุทธชาด ปันหยี เครือไส้ ไก่ อ้อยแสนสวย และมะลิเขี้ยวงู นอกจากนี้ยังมีมะลิชนิดอื่นอีก เช่น มะลิ ไส้ไก่ มะลิฝรั่ง มะลิย่าน มะลิเถื่อน เป็นต้น สำหรับมะลิที่นิยมปลูกเป็น การค้าในปัจจุบันคือ มะลิลา


1. มะลิลา มีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Jasminum sambac ต้นมีลักษณะเป็นพุ่ม แต่จัดเป็นไม้รอเลื้อย เพราะมีกิ่งกึ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่ ที่อาจจะยืดตัวพันกับสิ่งอื่นได้ กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่มีขน ใบเป็นใบเดี่ยว ใบออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ ขอบเรียบ สามารถออกดอกได้เกือบตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกมากในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ออกดอกเป็นช่อๆ ละ 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกมีสีขาว กลิ่นหอม มักจะเริ่มขยายกลีบและส่งกลิ่นหอมในช่วงเวลาเย็น
มะลิลาเป็นมะลิที่ปลูกเป็นการค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน นิยมปลูกเพื่อเก็บดอกขาย พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้าในปัจจุบัน คือ พันธุ์ราษฎร์บูรณะ พันธุ์แม่กลอง และพันธุ์ชุมพร
2. มะลิลาซ้อน มีลักษณะต้น ใบ และอื่นๆ คล้ายกับมะลิลามาก แต่ใบมีขนาดใหญ่กว่า ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก มีกลิ่นหอม และดอกกลางบานก่อนเช่นกัน แต่มะลิลาซ้อนจะมีดอกซ้อนกันประมาณ 3-4 ชั้น ปลายกลีบมน ดอกมีขนาดประมาณ 3 – 3.5 เซนติเมตร
3. มะลิถอดลักษณะโดยทั่วไปทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบและรูปแบบของใบจะคล้ายกับมะลิลาซ้อน แต่ใบของมะลิถอดจะเป็นคลื่นและใหญ่กว่า ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก ดอกจะซ้อนกันมากกว่าคือ 3-6 ชั้น ดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอกประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร
4. มะลิซ้อน ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายมะลิถอดและมะลิลาซ้อน แต่ใบจะมีลักษณะแคบกว่า ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก กลีบดอกจะซ้อนกันมากกว่า 5 ชั้น และแต่ละชั้นจะมีกลีบดอกตั้งแต่ 10 กลีบขึ้นไป ดอกมีสีขาว และมีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอกประมาณ 3-4 เซนติเมตร
5. มะลิพิกุลหรือมะลิฉัตรลักษณะโดยทั่ว ๆไปคล้ายกับมะลิทั้งสี่ชนิดที่กล่าวมาแล้ว ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก กลีบดอกจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ เห็นได้ชัดเจนมีลักษณะคล้ายฉัตร จึงมักเรียกว่า มะลิฉัตร ดอกมีสีขาว กลิ่นหอม ดอกมีขนาดเล็กเท่าดอกพิกุลคือมีขนาดประมาณ 1-1.4 เซนติเมตร


6. มะลิพวง ลักษณะลำต้นเป็นไม้พุ่ม มีขนที่บริเวณกิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ ลักษณะใบและรูปแบบของใบ ตลอดจนการจัดเรียงของใบจะคล้ายกับมะลิชนิดอื่นๆ แต่ที่ใบจะมีขนเห็นเด่นชัดออกดอกเป็นช่อแน่น ดอกสีขาว กลิ่นหอมมาก กลีบดอกมีชั้นเดียว กลีบดอกเล็กยาวและปลายแหลม ขนาดดอกประมาณ 3-4.5 เซนติเมตร
7. มะลิเลื้อย เป็นมะลิที่มีลักษณะลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นยาว 1 ฟุต ขนาดของใบจะเล็กกว่ามะลิพันธุ์อื่นมาก
8. อ้อยแสนสวย> มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum semperrirens เป็นไม้เลื้อย กิ่งอ่อนมีสีม่วงแดง ไม่มีขน กิ่งแก่มีสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ก้านใบมีสีม่วง ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน ก้านดอกยาว กลีบดอกมีสีขาว ปลายกลีบมน กลีบดอกมีชั้นเดียว


9. มะลิวัลย์หรือมะลิป่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum adenophellum เป็นไม้เถาเลื้อยพาดไปตามต้นไม้หรือขึ้นร้านจึงนิยมปลูกตามซุ้มต่างๆ ใบมีขนาดเล็กและยาวกว่ามะลิอื่น กิ่งเรียบไม่มีขน ใบเป็นใบเดี่ยว ใบเรียบเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก ดอกมีสีขาวและกลิ่นหอมเย็น มีกลีบดอกชั้นเดียว กลีบดอกมีขนาดเล็กเรียวยาว


10. มะลิเขี้ยวงูหรือมะลิก้านยาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum grandiflorum เป็นไม้เลื้อย แตกกิ่งก้านมากและไม่มีขน สามารถเกิดเป็นต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องตอนก็ได้ เพียงแต่โน้มกิ่งลงไปแตะพื้นดินชุ่มชื้นก็จะแตกรากและกลายเป็นต้นใหม่ได้ ใบออกเป็นช่อคล้ายใบแก้วแต่บางกว่า ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ 3 ดอก ก้านดอกเป็นหลอดสีแดงอมม่วง กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอมจัดเป็นพันธุ์ที่ใช้กลั่นทำน้ำหอม


11. มะลิทะเลเป็นไม้รอเลื้อย ลักษณะเป็นต้นแกมเถา คล้ายต้นเฟื่องฟ้า ออกดอกเป็นกระจุก ๆ กระจุกหนึ่งมีประมาณ 5-6 ดอก ดอกมีกลิ่นหอมฉุน


12. พุทธชาด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum auricutumเป็นไม้รอเลื้อย ใบเป็นแบบใบเดี่ยว แต่ใบด้านล่างจะลดขนาดลงมากจนมีลักษณะคล้ายหูใบ ใบมน กิ่งเปราะ ออกดอกเป็นช่อแน่นมาก ออกดอกที่ปลายกิ่งและข้างกิ่ง ดอกมีสีขาว ขนาดดอกเล็กกว่ามะลิอื่นๆ คือมีขนาดดอกกว้างที่สุดไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร ก้านดอกยาว มีกลีบดอก 7 กลีบ ปลายกลีบมน ดอกมีกลิ่นหอมแรงมาก และออกดอกได้ตลอดปี
13. ปันหยี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum rcuเป็นไม้เลื้อย ลักษณะเถากลมเป็นมัน ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบด้านบนเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบจางกว่าเล็กน้อย ใบหนาและแข็ง ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีสีขาว กลีบดอกชั้นเดียวแต่มีขนาดใหญ่ กลีบดอกกว้างและมน ขนาดดอกประมาณ 4-4.5 เซนติเมตร กลิ่นไม่หอม
14. เครือไส้ไก่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum scandeus
เป็นไม้รอเลื้อยที่กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่มีขน ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายแหลม ขอบเรียบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกกลางบานก่อน ดอกมีสีขาวและมีกลิ่นหอม ดอกเป็นชั้นเดียว ปลายกลีบดอกมน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นกรวย ปลายแยกเป็นแฉก 6-8 แฉก ออกดอกระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ มักขึ้นตามริมห้วยเพราะชอบดินชุ่มชื้น
15. อื่นๆนอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีมะลิอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะลิฝรั่ง มะลิย่าน มะลิเถื่อนฯลฯ เป็นต้น

ลีลาวดี”จอหงวน”
ลีลาวดีจอหงวน เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 3 – 6 เมตร ทุกส่วนมียางขาว
ใบเดี่ยว -  ออกเวียนสลับถี่ๆที่ปลายกิ่ง ใบเป็นรูปใบหอก หรือหอกกลับ ปลายและโคนใบแหลม สีเขียวสด
ดอก – มีสามสีในดอกเดียวกัน คือ เหลือง แดง และขาวมีกลิ่นหอมแรง และจะแรง มากในช่วงเช้า ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง แต่ละช่อประกอบด้วยดอก ย่อยจำนวนมาก กลีบดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ซ้อน เหลื่อมกัน ปลายกลีบแหลม หรือมีติ่งแหลม
ขนาดดอก – เมื่อดอกบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 ซม. มีเกสรตัวผู้ 5 อันสั้น
จะออกดอกดกทั้งต้นและดอกบานพร้อมกันดูสวยงามแบบสามสี มีกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย ทั่วบริเวณใกล้เคียง ผลเป็นฝักคู่ รูปยาวรี ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
เมล็ด – แบน มีปีก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Plumeria Rubra Linn.
ตระกูล: Apocynaceae
ชื่อสามัญ: West Indian ,Nosegay
ถิ่นกำเนิด: อเมริกาใต้

ฤดูกาลที่ออกดอก – ออกดอกตลอดทั้งปีนิยมปลูกทั้งลงดินกลางแจ้ง ควรยกแปลงปลูกสูงเพราะเป็นไม้ไม่ชอบน้ำท่วมขัง และปลูกลงกระถางที่มีขนาดใหญ่มาก ต้องตั้งในที่มีแสงแดดส่องถึงทั้งวัน
ดินปลูก – ควรเพิ่มทรายหยาบ แกลบดำ ลงไปอย่างละ 1 สวน คลุกให้เข้ากันจนดี หลังปลูกบำรุงด้วยปุ๋ยขี้ควายแห้ง รดน้ำพอชุ่มวันละครั้ง จะโตเร็ว มีดอกสวยงาม
ลักษณะนิสัย – ลีลาวดีจอหงวนเป็นไม้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนปนทราย น้ำชุ่มกำลังพอดี แสงแดดแรงตลอดวัน ทนทานต่อความแห้งแล้งและแรงลม จึงปลูกได้ทุกสถานที่โดยเฉพาะที่โปร่งโล่ง

การปลูกและดูแลรักษาชวนชม
ลักษณะทั่วไป : Impala Lily Adenium
ชวนชมเป็นพรรณไม้ยืนต้นอวบน้ำขนาดเล็กลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร
ลำต้น – อวบน้ำผิวเปลือกสีเขียวปนขาวผิวเรียบเป็นมัน ลำต้นมียาง ลำต้นบิดงอไปตามจังหวะ แตกกิ่งก้านสาขาน้อย
รูปทรง – โปร่งใบแตกออกตามปลายของกิ่ง
ก้านใบ – มนรีปลายใบมนโคนใบสอบเรียว กลางใบมีเส้นสีขาวมองได้ชัดตัวใบแข็งผิวเป็นมันเรียบมีีสีเขียว
ดอก – ออกตรงปลายยอดของก้านดอกเป็นรูปแตรมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีชมพู โคนกลีบดอกมีฐานรองดอกเป็นแฉกเล็ก ๆสีเขียว ดอกบานมีความกว้าง ประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ5 เซนติเมตร


ชื่อสามัญ: Impala Lily Adenium
ชื่อวิทยาศาสตร์: Adenium obesum.
ตระกูล :APOCYNACEAEั

ความเชื่อเกี่ยวกับชวนชม:

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นชวนชมไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดการชวนชม นิยมชมชอบ เพราะชวนชมเป็นไม้มงคลนาม และยังทำให้เกิดแสน่ห์แห่งการดึงดูดตา ดูดใจ ชวนมองยิ่งนัก
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นชวนชมไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ111

การปลูกชวนชม : แบ่งเป็น 2 วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงและขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ; ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก เพื่อความสวยงามของทรงพุ่มควรดูแลตัดกิ่งให้เหมาะสม และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี/ครั้ง เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไป
2. การปลูกในแปลงปลูกประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋คอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูกแต่ที่เหมาะสมควรปลูกประดับบริเวณสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มจะให้ดอก ที่สวยงามเด่นชัดขึ้น

การดูแลรักษาชวนชม :

แสง – ต้องการแสงแดดจัด หรือ เป็นไม้กลางแจ้ง
น้ำ – ต้องการปริมาณน้ำน้อย ทนต่อความแห้งแล้งให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง
ดิน – ดินร่วนซุย
ปุ๋ย – ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-6 ครั้ง

การขยายพันธุ์ชวนชม : – โดยการปักชำ,การตอนและการเพาะเมล็ด

การปักชำกิ่ง เป็นวิธีขยายพันธุ์ที่ง่ายและสะดวก ต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ การปักชำสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงก่อนและหลังฤดูฝน คือช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนและช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม เพราะในช่วงฤดูฝน ฝนตกชุกอาจทำให้กิ่งชำเน่าได้ง่าย ส่วนในช่วงฤดูแล้งกิ่งชำอาจจะเจริญเติบโตช้าเพราะอากาศแห้งและร้อนเกินไป การปักชำกิ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. เลือกตัดกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปยาวประมาณ 10-20 ซม. ไม่ต้องริดใบออก นอกจากส่วนโคนที่จะเสียบลงในวัสดุปักชำ
2. ตัดโคนกิ่งในแนวเฉียงเป็นรูปปากฉลาม เพื่อสะดวกในการแทงลงในวัสดุชำ
3.จุ่มโคนกิ่งปักชำลงในน้ำยาเร่งรากเอ็กโซติก 5-10 นาที ทิ้งไว้ให้พอหมาด
4. นำไปปักลงในวัสดุชำที่เป็นส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบกับทรายในอัตราส่วน 1:1 โดยปักกิ่งชำให้ลึก 2-3 ซม. กดรอบโคนต้นพอแน่น รดน้ำให้ชุ่มหรือรดด้วยน้ำผสมยาป้องกันเชื้อรา
5. ทิ้งไว้ในที่แสงแดดรำไร ประมาณ 20-25 วันรากก็จะงอก หลังจากนั้นก็นำไปปลูกเลี้ยงยังที่ต้องการต่อไป

การเสียบยอด คือ การนำยอดของชวนชมพันธุ์ดีมาเสียบกับต้นตอชวนชมที่มีความแข็งแรง เป็นการเปลี่ยนยอดของพันธุ์เดิมให้เป็นพันธุ์ใหม่ตามยอดที่นำมาเสียบ โดยยอดที่นำมาเสียบจะไม่กลายพันธุ์ไปจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยากแต่ได้ผลเร็วและต้นใหม่ที่ได้จะฟื้นตัว และแข็งแรงเร็ว ชวนชมที่ขายเป็นกระถางพันธุ์ต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเสียบยอด

1. การเตรียมต้นตอ นิยมใช้ชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด อายุ 5-7 เดือนขึ้นไปมาเป็นต้นตอหรือใช้พันธุ์พื้นเมืองที่โตเต็มที่ เลือกเอาต้นที่แข็งแรงไม่เป็นโรคและมีขนาดโตใกล้เคียงกับขนาดของกิ่งพันธุ์ (เพื่อรอยแผลที่ต่อจะได้สนิทกันดีและมีการเจริญเติบโตที่สมดุลกัน) ตัดขวางต้นตอห่างจากโคน 5-10 ซม. ผ่ากลางกิ่งต้นตอเป็นปากฉลามหรือรูปตัววีลึก 1.5-2 ซม. ส่วนยอดของต้นตอที่ตัดออกสามารถนำไปปักชำต่อไปได้
2. การเตรียมกิ่งพันธุ์ ใช้มีดที่คมและสะอาดตัดกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์จากต้นแม่พันธุ์ที่ต้องการนำไป เสียบกับต้นตอ จากนั้นตัดส่วนยอดของกิ่งพันธุ์ออกให้เหลือส่วนโคนยาวประมาณ 3-5 ซม. ให้มีใบติดอยู่ 1-2 ใบ และมีตาติดอยู่ 2-3 ตา เฉือนโคนกิ่งเป็นรูปลิ่มยาว 1.5-2 ซม. กะให้สามารถสวมกับต้นตอที่เตรียมไว้ได้พอดี
3. วิธีการเสียบยอด นำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้มาเสียบลงในรอยผ่าของต้นตอ ให้รอยแผลของกิ่งพันธุ์และต้นตอแนบสนิทกัน ถ้ากิ่งพันธุ์และต้นตอมีขนาดไม่เท่ากันให้เสียบกิ่งพันธุ์ชิดไปทางด้านใด ด้านหนึ่ง ใช้เทปพลาสติกพันรอยต่อให้แน่น คลุมต้นที่เสียบกิ่งเรียบร้อยแล้วด้วยถุงพลาสติกเพื่อรักษาความชุ่มชื้น วางกระถางในที่ไม่ถูกแสงแดดจัด เปิดถุงรดน้ำวันละครั้ง ประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงเปิดถุงออก และหลังจากนั้นอีก 2-4 สัปดาห์จึงค่อยแกะเทปพลาสติกที่พันอยู่ออก รอยต่อจะติดกันสนิท

การตอนกิ่ง จะใช้วิธีการตอนแบบปาดกิ่ง โดยเลือกกิ่งตอนที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป เป็นกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ซม. ความยาวไม่เกิน 1 ฟุต ใช้มีดที่คมและสะอาดปาดเข้าไปในเนื้อไม้เป็นแนวเฉียงขึ้นลึกเกือบถึงกึ่ง กลางลำต้น เช็ดยางออกแล้วใช้ไม้จิ้มฟันหรือหลอดกาแฟค้ำกลางรอยปาดเพื่อไม่ให้แผลติดกัน ทิ้งไว้ประมาณ 7 วันเพื่อให้แผลแห้ง จากนั้นหุ้มรอยแผลด้วยดินหรือกาบมะพร้าว ห่อด้วยถุงพลาสติกใช้เชือกมัดหัวท้ายให้แน่น ประมาณ 20-30 วัน กิ่งตอนจะออกรากจึงตัดกิ่งตอนไปปลูกต่อไป

การเพาะเมล็ด ควรใช้เมล็ดใหม่มาเพาะเพราะจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง เลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ไม่ลีบ นำไปเพาะในวัสดุเพาะที่เป็นส่วนผสมระหว่างทรายหยาบกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1:1 หรือขี้เถ้าแกลบล้วนๆ โดยโรยหรือวางเมล็ดบนวัสดุเพาะให้กระจายเท่าๆ กันแล้วกลบด้วยวัสดุเพาะเบาๆ รดน้ำผสมยาป้องกันเชื้อราพอหมาดๆ วางภาชนะเพาะในที่มีแสงรำไรอย่าให้ถูกแสงแดดโดยตรง รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 3-7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงประมาณ 4-5 ใบ จึงเริ่มให้อาหารเสริม ฮอร์โมน และยาป้องกันเชื้อราอ่อนๆ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นชวนชมมีอายุ 1-2 เดือน จึงแยกไปปลูกในกระถางเดี่ยวต่อไป

โรคและศัตรู – ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพธรรมชาติได้ดี

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

  • สนั่น

    ไม้ดอกไม้ประดับ

Powered by · Dimple