กล้วย


การปลูกกล้วยกล้วยเป็นไม้ผล เขตร้อน ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลสุกนอกจากจะใช้รับ ประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารคาวหวาน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาหารแปรรูปชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ กล้วยตาก ท๊อปฟี่ กล้วยทอด กล้วย บวชชีกระป๋อง กล้วยในน้ำเชื่อมกระป๋อง เป็นต้น
ส่วนใบตองสดสามารถนำไปใช้ห่อของ ทำงานประดิษฐ์ศิลป ต่าง ๆ ได้แก่ กระทง บายศรี ใบตองแห้งใช้ทำกระทงใส่อาหาร และใช้ห่อผล ไม้ เพื่อให้มีผิวสวยงามและป้องกันการทำลายของแมลงก้านใบและกาบกล้วยแห้งใช้ ทำเชือก กาบสดใช้สำหรับการแทงหยวกประกอบเมรุในการฌาปนกิจศพ หัวปลี (ดอก กล้วยน้ำว้า) ยังใช้รับประทานแทนผักได้ดีอีกด้วย สำหรับคุณค่าทาง อาหาร กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส และ วิตามินเอ

เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำอีกทั้งปลูกแล้วดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตเร็ว และเจริญเติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งตลาดยังมี ความคล่องตัวสูงทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก กล้วยจึงเป็นไม้ผลที่ เกษตรกรควรพิจารณาปลูกเป็นการค้าทั้งในลักษณะพืชหลักหรือแซมพืชอื่น ๆ เป็น การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

สถานการณ์ผลิตและการตลาดกล้วย:

1.สถานการณ์ผลิต

กล้วยน้ำว้า มีการปลูกกันทั่วไปทั้งแถบหลังบ้านและเชิงการค้า ปี 2538 มีพื้นที่ปลูก 732,000 ไร่ ผลผลิต 1,185,000 ตัน แหล่งปลูกได้แก่ เลย นครพนม หนองคาย ชุมพร ระนอง และนครราชสีมา

กล้วยหอม ส่วนใหญ่มีการปลูกเชิงการค้า แหล่งปลูกได้แก่ ชุมพร ระนอง สงขลา นราธิวาส และกรุงเทพมหานคร ปี 2538 มีพื้นที่ปลูก 53,560 ไร่ ผลผลิต 90,439 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,391 กิโลกรัม/ไร่

กล้วยไข่ เป็นกล้วยที่ปลูกเชิงการค้า เป็นส่วนใหญ่ แหล่งปลูกสำคัญ จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ชลบุรี ตรัง นครศรีธรรมราช ปี 2538 มีพื้นที่ปลูก 93,000 ไร่ ผลผลิต 150,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,140 กิโลกรัม/ไร่

2.สถานการณ์ตลาด การตลาดกล้วยส่วนใหญ่ปลูกเพื่อส่งขายตลาดภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอม และกล้วยไข่

2.1. กล้วยน้ำว้า

ตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดกล้วยสดเพื่อการบริโภคได้แก่ ตลาดท้องถิ่น ตลาดประจำจังหวัด และตลาดกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ตลาด อตก. ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ฯลฯ ราคาที่เกษตรกรขายได้ในปี 2537 กิโลกรัมละ 3.22 บาท

นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้ายังสามารถส่งโรงงานแปรรูปต่าง ๆ เช่น โรงงานทำกล้วยตาก กล้วยกวน กล้วยทอด กล้วยฉาบ

สำหรับการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์แปรรูปกล้วย กระป๋องในน้ำเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยผสมกับผลไม้อื่น (ฟรุ๊ทสลัด)

2.2.กล้วยหอมทอง

ตลาดภายในส่วนใหญ่เป็นกล้วยสดเพื่อการบริโภคผลสุก ตลาดนอกเป็นตลาดท้องถิ่น ตลาดประจำจังหวัด ตลาดกลาง ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ปากคลองตลาด ฯลฯ ราคาที่เกษตรกรขายได้ ปี 2537 กิโลกรัมละ 9.30 บาท

ส่วนตลาดส่งออก ปัจจุบันมีการผลิตกล้วยส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และที่สหกรณ์การเกษตรละแม จังหวัดชุมพร ปริมาณที่ได้ส่งออกปี 2539 จำนวน 878 ตัน มูลค่า 18.5 ล้านบาท

2.3.กล้วยไข่

ตลาดภายในประเทศ ได้แก่ ตลาดท้องถิ่น เช่น ตลาดรับของกิโลเมตร 8 ถนนสายกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร ตลาดปาอ่าว ริมถนนสายเอเซียระหว่างนครสวรรค์-กำแพงเพชร ตลาดประจำจังหวัด และตลาดกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท เป็นต้น ราคาที่เกษตรกรขายได้ ในปี 2538 กิโลกรัมละ 4.27 บาท

ตลาดส่งออก ได้แก่ ตลาดฮ่องกง ตลาดญี่ปุ่น ตลาดไต้หวัน ปริมาณที่ส่งออกปี 2540 จำนวน 1,300 ตัน มูลค่า 8.32 ล้านบาท

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกกล้วย :

กล้วยเป็นไม้ผลล้มลุกที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศคงที่ จะทำให้กล้วยเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ช่วงอากาศแห้งแล้งที่ยาวนาน หรือช่วงอากาศหนาวเย็น 2-3 เดือน มีผลต่อการชะงักการเจริญเติบโตของกล้วยได้ และทำให้ผลผลิตกล้วยต่ำลง

ดิน ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกกล้วย ควรเป็นดินที่มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 4.5-7 ที่เหมาะสมที่สุดคือ (pH) = 6 เป็นดินร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี

ความชื้น พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก กล้วย ควรมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยระหว่าง 50-100 นิ้ว/ปี จำนวนวันที่ฝนตกควรยาวนาน หากมีฝนตกในช่วงสั้น การปลูกกล้วยจะต้องให้น้ำชบประทานช่วยเพิ่มรักษาความชุ่มชื้นของดินเพิ่ม ขึ้น แต่ในพื้นที่มีฝนตกชุกควรทำการระบายน้ำให้แก่กล้วย

ลม พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกล้วย ไม่ควรเป็นแหล่งที่มีลมแรงตลอดปี นอกจากจะทำให้ใบกล้วยฉีกขาดแล้ว อาจจะมีผลทำให้กล้วยหักกลางต้น (หักคอ) หรือโค่นล้มได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กล้วยออกเครือแล้ว

พันธุ์กล้วยที่ปลูกเป็นการค้า:

1.กล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยที่มีการปลูกกัน อย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศไทยสามารถทนทานสภาพดินฟ้าอากาศได้ดีกว่า กล้วยพันธุ์อื่น ๆ การดูแลรักษาง่าย การใช้ประโยชน์จากผล ต้น ใบ ดอก มากกว่ากล้วยชนิดอื่น ๆ ลำต้นสูงปานกลาง เมื่อสุก มีรสชาดหวาน เนื้อแน่น สีเหลืองอ่อน กล้วยน้ำว้าสามารถจำแนกเป็นพันธุ์ต่าง ๆ ดังนี้

1.1 กล้วยน้ำว้าแดง สีเนื้อของผลมีไส้กลางสีแดง
1.2 กล้วยน้ำว้าขาว สีเนื้อของผลมีไส้กลางสีเหลือง
1.3 กล้วยน้ำว้าเหลือง สีเนื้อของผลมีไส้กลางสีเหลือง
1.4 กล้วยน้ำว้าค่อม เป็นกล้วยที่ลำต้นเตี้ยหรือแคระ

2.กล้วยหอมทอง เป็นกล้วยที่มีลักษณะลำต้นใหญ่ แข็งแรง กาบใบชั้นในมีสีเขียวหรือชมพูอ่อน เครือได้รูปทรงมาตรฐาน มีน้ำหนักมาก ผลยาวเรียว ปลายผลคอดเป็นแบบคอขวด เปลือกหนา ผลสุกผิวมีสีเหลืองทอง เนื้อมีรสชาดหอมหวาน โดยเฉลี่ยเครือหนึ่ง ๆ จะมีประมาณ 6 หวี เป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานโรคตายพราย และโรคใบจุด

3.กล้วยหอมเขียว เป็นกล้วยที่มีลักษณะทั่ว ๆ ไป คล้ายกล้วยหอมทอง แต่กล้วยหอมเขียวกาบใบชั้นในมีสีแดงสด ปลายผลมน ผลสุกมีสีเหลืองอมเขียว เปลือกหนา เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ กล้วยหอมเขียวยังต้านทานโรคตายพรายได้ดี แต่อ่อนแอต่อโรคใบจุด

4.กล้วยหอมค่อม เป็นกล้วยหอมอีกชนิดหนึ่งลำต้นเตี้ย หรือแคระ ผลมีลักษณะคล้ายกล้วยหอมเขียว เนื้อรสชาดดี จึงมีชื่อว่า กล้วยหอมเขียวเตี้ยอีกด้วย

5.กล้วยไข่ เป็นกล้วยที่มีลำต้นสูงบาง สีใบและก้านใบสีเหลืองอ่อน ไม่มีนวล กาบใบมีสีน้ำตาลหรือสีช็อคโกแลต เครือเล็ก ผลมีขนาดเล็ก เปลือกบาง เมื่อสุกมีสีเหลืองเข้ม เนื้อแน่ สีเหลืองรสหวาน เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม ต้านทานโรคตายพราย แต่อ่อนแอต่อโรคใบจุด

6.กล้วยหักมุข เป็นกล้วยที่มีลำต้นขนาด ปานกลาง ลำต้นมีสีเขียวนวล ผลโต เป็นเหลี่ยม สีเขียวนวล ปลายผลเรียว ผลเมื่อสุกสีเหลืองนวล เปลือกหนามีรอยแตกลายงาเนื้อฟู สีเหลืองเข้มเหมาะสำหรับนำมาทำกล้วยปิ้ง กล้วยเชื่อม

7.กล้วยเล็บมือนาง เป็นกล้วยที่มีลำต้น ค่อนข้างเล็กไม่สูงมากนัก ผลขนาดเล็ก ปลายผลเรียวแหลม ผลสุกมีสีเหลืองเข้ม เนื้อแน่น รสชาดหอมหวาน ใช้สำหรับรับประทานสุก หรือทำเป็นกล้วยตา เป็นพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าทางภาคใต้ของประเทศไทย จังหวัดที่ปลูกเป็นการค้ามากคือ จังหวัดชุมพร

ฤดูกาลที่เหมาะต่อการปลูกกล้วย :

การปลูกกล้วยให้ได้ผลดี ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งดินมีความชุ่มชื้นในช่วงฤดูฝนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้นและออก ปลี จนสามารถเก็บเกี่ยวกล้วยได้ในช่วงปลายฤดูฝนพอดี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการปลูกกล้วยในเขตชลประทานที่มีน้ำเพียงพอ สามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา

กล้วยที่กำหนดเวลาปลูกให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ได้แก่

1.กล้วยไข่ ควรได้ผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงสารทไทย ไหว้พระจันทร์ ชาวสวนส่วนใหญ่จะเริ่มปลูกในราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งจะทำให้สามารถเก็บเกี่ยวกล้วยได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

2.กล้วยหอม การปลูกกล้วยเป็นการค้าสำหรับตลาดภายในประเทศก็เช่นเดียวกันกับกล้วยไข่ เกษตรกรคาดหวังว่าจะเก็บเกี่ยวกล้วยขายในช่วงสารทไทย ไหว้พระจันทร์ และกินเจ ซึ่งจะทำให้ราคากล้วยสูงกว่าช่วงปกติ แต่สำหรับการผลิตกล้วยหอมเพื่อการส่งออกนั้น ส่วนใหญ่จะทำการผลิตในลักษณะรวมกลุ่มใหญ่ เพื่อผลิตกล้วยส่งให้ตลาดผู้ส่งออกอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลิตกล้วยหอมทองของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ซึ่งการผลิตจะต้องมีการวางแผนการผลิตให้สามารถเก็บเกี่ยวตามที่ตลาดส่งออก ต้องการ


การปลูกกล้วยหอมทอง
กล้วยหอมทองเป็น พืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่ปลูกง่าย ขึ้นได้ทั่วไป ชอบอากาศร้อนชื้น  แต่ไม่ ชอบดินน้ำท่วมขัง ในบริเวณที่มีสภาพดินฟ้าอากาศคงที่ จะเจริญเติบโตได้ ดี และตกเครือตลอดปี ในประเทศไทยนั้นรู้จักปลูกกล้วยหอมทองมานานแล้ว  แต่ ที่แพร่หลายคือกล้วยน้ำหว้า กล้วยหอมและกล้วยไข่ โดยปลูกกระจายทั่วทุกภาค ของประเทศไทย กล้วยน้ำหว้าจะปลูกกันมากที่ มุกดาหาร มหาสารคาม อุดรธานี เชียงใหม่ นครราชสีมา และ ชลบุรี ส่วนกล้วยหอม ปลูกมากที่ ปทุมธานี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี กรุงเทพ เชียงราย สำหรับกล้วย ไข่นั้นปลูกกันมากที่กำแพงเพชร เพชรบุรี ราชบุรี สุโขทัย และ ประจวบฯ

กล้วยหอมทองเป็นผลไม้ที่ออกผลได้ตลอดปี ราคาค่อยข้างจะคงที่ไม่เหมือนกับผล ไม้อย่างอื่น  ซึ่งราคาขึ้นลงตามฤดูกาล หรือแล้วแต่ผลผลิตมากหรือน้อย ถ้า ปลูกกล้วยหอมให้พอขายในตลาดท้องถิ่นตลอดทั้งปี จะเป็นอาชีพที่เกษตรกรมิควร มองข้ามไป

กล้วยหอมทองยังเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่อยู่ในอันดับที่ 12 โดยเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อยได้ดังนี้
1. ลำไย
2. ทุเรียน
3. มะม่วง
4. ส้มโอ
5. ส้มเขียวหวาน
6. มะละกอ
7. มังคุด
8. ฝรั่ง
9. เงาะ
10. ลิ้นจี่
11. น้อยหน่า
12. กล้วยหอมทอง
13. แตงโม
14. องุ่น
15. ส้มตรา
16. มะนาว

ตลาดต่างประเทศที่นิยมกล้วยหอมทอง มาก ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ฝรั่งเศส แคนาดา ที่รับซื้อกล้วย หอม กล้วยไข่ และกล้วยตากจากประเทศไทย

นอกจากจะ รับประทานกล้วยหอมทองเป็นผลไม้แล้ว ยังนำไปทำขนม เช่น เค้กกล้วยหอม กล้วยฉาบ กล้วยกวน กล้วยหอมทอด หรือ น้ำกล้วยหอม ฯลฯ

พันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์ของกล้วยหอม :

คำที่เรียกกันติดปากว่ากล้วยหอมทองนั้นมาจาก สีผิวของกล้วยเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่มีบางชนิด เมื่อสุกแล้วสีผิวจะไม่เปลี่ยน จึงเรียกกันว่ากล้วยหอมเขียว สำหรับพันธุ์กล้วยหอมทองถ้าจะแบ่งตามลักษณะความสูงของต้น จะมีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ

1. กล้วยหอมทองต้นสูง ต้นสูงประมาณ 2-4 เมตร ลำต้นอบใหญ่ กาบสีดำเป็นบางส่วน เครือใหญ่ ผลยาว เมื่อสุกมีกลิ่นหอมมาก สีผิวของเปลือกเป็นสีเหลือง เปลือกไม่ยุ่ย
2. กล้วยหอมทองค่อม ต้นสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ลำต้นอวบใหญ่ ต้นเตี้ย ผลสั้น เครือเล็กกว่า กลิ่นหอมน้อยกว่าพันธุ์ต้นสูง

ลักษณะดินที่ปลูก :

ดินที่จะปลูกกล้วยหอมทอง ควรเป็นดินร่วน น้ำไม่ท่วมขัง มีอินทรียฺวัตถุสูง

การเตรียมดินปลูก :

ดินที่จะปลูกกล้วยหอมทอง จะต้องเตรียมดินให้ร่วนซุย โดยไถด้วยผานเจ็ด 2 ครั้ง หรือจะใช้รถไถเดินตามไถครั้งแรก แล้วตากหน้าดินไว้ 7-10 วันเพื่อกำจัดวัชพืช และศัตรูพืชที่ตกค้างอยู่ในดิน หากมีวัชพืชงอกขึ้นมาหลังจากนั้นให้ไถกลบอีกครั้ง เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืช ให้ลดน้อยลง ดินตรงไหนที่เป็นแอ่งควรปรับดินให้มีความลาดเท เพื่อป้องกันมิให้น้ำท่วมขังในช่วงหน้าฝน

ฤดูกาลปลูกที่เหมาะสม :

ปกติกล้วยหอมทองจะปลูกได้ตลอดปี ถ้ามีน้ำเพียงพอ กล้วยหอมทองมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 ปี แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนิยมปลูกกันมาก ในช่วงต้นเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เพราะกล้วยหอมทองจะสุกแก่ในช่วงเดียวกันกับเดือนที่ปลูก การปลูกในช่วงนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องต้นกล้วยหัก(เพราะหนักเครือและลม แรง) ทั้งยังไม่มีปัญหาเรื่องหน่อที่จะใช้ในการปลูกอีกด้วย เพราะเป็นช่วงที่ตัดเครือกล้วยแล้ว การขุดหน่อใหม่จากต้นแม่ไปปลูกจึงไม่กระทบกระเทือนเหมือนกับการขุดหน่อใน ช่วงอื่น

ถ้าจะปลูกกล้วยหอมทองในเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน จะมีผลต่อราคาที่อาจขายได้ไม่ค่อยดีนัก กล้วยหอมจะมีราคาต่ำ เนื่องจากในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีผลไม้ชนิดอื่นออกมาสู่ตลาดกันมาก นอกจากนี้ต้นกล้วยหอมยังหักล้มได้ง่ายเพราะมีลมแรง กล้วยจะหักพันคอก่อนเครือจะสุกแก่เต็มที่ ก่อนการปลูกกล้วยหอมทองจำต้องมีการวางแผนการผลิตดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพื่อเลี่ยงหลีกปัญหาที่อาจทำให้เกิดภาวะขาดทุนได้

การคัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง :

การคัดเลือกหน่อพันธุ์ปลูก เป็นสิ่งสำคัญต่อผลผลิตที่จะได้รับในอนาคต หน่อพันธุ์ที่อ่อนหรือแก่จนเกินไปจะทำให้กล้วยตกเครือไม่พร้อมกัน กลักการเลือกหน่อพันธุ์ปลูก ควรพิจารณาดังนี้
1 หน่อใบแคบหรือหน่อดาบ เป็นหน่ออ่อนที่มีใบอยู่ประมาณ 3-4 ใบ จะเรียวเล็ก หน่อลักษณะเช่นนี้มักจะเกิดอยู่กับโคนต้นเดิมและมีขนาดอวบสมบูรณ์ เหมาะสำหรับที่จะเลือกไปเป็นหน่อพันธุ์ปลูกอย่างยิ่ง
2.หน่อใบกว้างหรือหน่อตาม เป็นหน่อที่เกิดมาจากต้นกล้วยต้นแม่ที่กำลังจะตกเครือ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะไม่ขุดไปปลูกกัน แต่จะใช้วิธีการปาดหน่อตามออกโดยการปาดเฉียงขึ้นสัก 3-4 ครั้ง ห้างกันครั้งละ 10 วัน เพื่อให้โคนต้นกล้วยที่ปาดอวบสมบูรณ์ขึ้น มีรากมากขึ้น เมื่อมีการแต่งหน่อดีแล้ว หน่อใบกว้างก็จะมีความสมบูรณ์แข็งแรง และให้ผลผลิตดีเช่นเดียวกันกับหน่อใบแคบ

การเตรียมหน่อปลูก :

ขุดหน่อกล้วยโดยใช้ชะแลงตัดหน่อให้แยกออกจากกอเดิมก่อน แล้วใช้จอบขุดให้รอบเพื่อให้รากขาด จากนั้นให้ใช้ชะแลงงัดหน่อกล้วยขึ้นมา วิธีนี้จะทำให้หน่อกล้วยที่ได้ไม่ช้ำและหลุดออกง่าย เมื่อขุดหน่อได้แล้วให้ใช้มีดคมๆ ปาดรากกล้วยที่ยาวออกให้เหลือรากติดเหง้ากล้วยประมาณ 1 นิ้วเป็นพอ

การปลูกกล้วยหอมทอง :

การปลูกกล้วยหอมทองจะใช้ระยะปลูก 3 x 3 เมตร ซึ่งเป็นระยะปลูกที่เหมาะสม หรือจะใช้ระยะปลูก 3.5 x 3.5 เมตรก็ได้เช่นกัน การเลือกใช้ระยะปลูกกล้วยหอมทองนั้นขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินใน พื้นที่ แต่ถ้าใช้ระยะปลูกที่ถี่ไปกว่านี้จะทำให้ต้นกล้วยมีอาการสูงชะลูโ เครือกล้วยเล็ก เมื่อโตเต็มที่ เพราะความหนาแน่นของต้นกล้วยที่มีมากกเกินไปทำให้กล้วยที่ปลูกได้รับแสงแดด ไม่เพียงพอ
ใช้ระยะปลูก 3 x 3 เมตร จะปลูกกล้วยได้ 177 ต้นในพื้นที่ 1 ไร่
ใช้ระยะปลูก 3.5 x 3.5 เมตร จะปลูกกล้วยได้ 133 ต้นในพื้นที่ 1 ไร่

วิธีการปลูกกล้วยหอมทอง :

หลังจากวัดระยะปลูกและปักหลักเรียบร้อยแล้ว ขุดหลุมลึกประมาณ 40 ซม. หรือ 1 ศอก กว้างประมาณ 1 ศอก นำหน่อกล้วยที่ตัดรากออกลงหลุม แล้วกลบดิน เหยียบดินให้แน่น เมื่อกลบดินได้ครึ่งหลุม เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยโยกคลอน หลังจากนั้นกลบดินให้เต็มหลุมแต่ไม่ต้องกดดิน

การตัดใบกล้วยหลังจากปลูก :

ถ้าเป็นหน่อใบแคบหลังจากปลูกแล้วไม่จำเป็นต้องตัดใบทิ้ง แต่ถ้าเป็นหน่อในกว่างหรือหน่อที่เคยปาดเฉียงมาก่อน ควรจะมีการปาดเฉียงลำต้นใหม่เพื่อที่กล้วยจะได้แตกใบใหม่ที่แข็งแรงขึ้น

การกำจัดวัชพืชในแปลงกล้วย :

ถ้ามีการดายหญ้าและพรวนดินในแปลงกล้วยตลอดเวลา จะทำให้ได้กล้วยเครือใหญ่ และจำนวนหวีมากขึ้น สำหรับวิธีการกำจัดวัชพืชในแปลงกล้วยมี 3 วิธี ด้วยกันคือ

. การใช้แรงงานคน 1ปกติถ้าปลูกกล้วยเป็นจำนวนไม่มาก การใช้แรงงานคนเข้าดายหญ้าในแปลงปลูกเป็นวิธีที่ดีที่สุด

2. ใช้รถไถเล็กหรือรถไถเดินตาม เกษตรกร บางรายที่มีพ้นที่ปลูกมาก การใช้รถไถเดินตามไถดะระหว่างร่องกล้วยไปกลับร่องละ 2 ครั้ง ระวังอย่าไถชิดโคนต้นกล้วยมากเกินไป แล้วดายพรวนรอบโคนต้นกล้วยอัดดินบริเวณโคนต้นกล้วยให้แน่น จะทำให้โคนต้นกล้วยไม่หักล้มได้ง่าย

3. การใช้สารเคมี สารเคมีกำจัดวัชพืช ที่ใช้ควรเป็นสารเคมีประเภทสัมผัส ผสมน้ำตามอัตราที่กำหนด ฉีดพ่นอย่าให้ถูกใบกล้วย สารเคมีจำพวกนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสภาพของดินและต้นกล้วย แต่จะมีผลทำให้ผลผลิตที่ได้สู้การกำจัดวัชพืชโดยการดายหญ้าไม่ได้

*** เนื่องจากวิธีการดายหญ้าจะเหมือนเป็นการพรวนดินกระตุ้นให้รากพืชหากินได้ เก่งขึ้น จึงทำให้ผลผลิตที่ได้มีมากกว่าวิธีการกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารเคมี T_A@Maejo66

การให้ปุ๋ยกล้วยหอมทอง :

ควรให้ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง ปริมาณจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน สำหรับปุ๋ยเคมีสูตรที่เหมาะสมสำหรับกล้วยหอมทองคือ 21-0-0 จำนวน ใช้ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่ หรือจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง

วิธีการให้ปุ๋ยกล้วยหอมทอง :

ใส่ปุ๋ยคอกต้นละ 2 บุ้งกี๋เมื่อกล้วยแตกใบได้ประมาณ 5 ใบ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงฤดูแล้ง ควรจะใส่ปุ๋ยสูตร 21-0-0 สักครั้งหนึ่งแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เพื่อบำรุงต้น หลังจากนั้น 2 เดือน ใส่ปุ๋ยยูเรีย อีกครั้ง 1

หลังดายหญ้าพรวนดินเสร็จควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 แล้วจึงตัดหน่อแต่งใบ เพื่อไม่ให้สะดวกเวลาเข้าไปจัดการสวนกล้วย เมื่อกล้วยเริ่มมีขนาดใหญ่หรืออายุประมาณ 7 เดือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อีกครั้งหนึ่ง ในการใส่ปุ๋ยควรใส่รอบโคนต้น โดยเว้นระยะห่างจากโคนต้นกล้วยประมาณ 1-2 คืบ

การให้น้ำกล้วยหอมทอง :

ในพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ จะใช้วิธีการสูบน้ำจากบ่อบาดาลหรือบ่อกักเก็บน้ำที่อยู่ใกล้ๆ สวน สูบน้ำขึ้นมารดต้นกล้วย สำหรับเครื่องสูบน้ำที่ใช้ควรจะมีขนาด 5-8 แรงม้า แล้วใช้สายยางขนาด 2 นิ้ว ต่อรดน้ำแปลงกล้วย การให้น้ำกล้วยทุกชนิดจะให้แค่พอชุ่ม ในช่วงที่ปลูกใหม่ ๆ และขณะที่กล้วยหอมตั้งตัวและกำลังติดปลี ติดผลดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้น้ำเป็นประจำทุกวันเหมือนพืชอื่น

การตัดแต่งหน่อและใบกล้วยหอมทอง :

1. การแต่งหน่อกล้วย หากปลูกกล้วยต้นเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน ประมาณเดือนมิถุนายนกล้วยจะแตกหน่อตามขึ้นมาประมาณ 4-7 หน่อต่อกอ เมื่อหน่อตามมีใบคลี่แล้ว ควรทำการปาดยอดทิ้ง โดยปาดในแนวเฉียงขึ้น กะความยาวของหน่อที่จะเหลือไว้หลังจากปาดให้สูงจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 20 นิ้ว จากนั้นทำการปาดหน่อให้เฉียงกลับด้าน(ทิศตรงข้ามกับการปาดครั้งแรก) ทุกๆ 15 วัน จะทำให้โคนหน่อกล้วยขยายใหญ่ขึ้นเหมาะที่จะนำไปปลูกต่อไป (ความถี่ในการปาดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเลี้ยงหน่อกล้วยของเกษตรกรว่า ต้องการให้จะเลี้ยงให้หน่อมีขนาดอวบอูมขนาดไหน)

2. การตัดแต่งใบกล้วย ขณะที่มีการแต่งหน่อ ควรทำการตัดแต่งใบกล้วยควบคู่ไปด้วย และควรตัดแต่งใบกล้วยไปจนกว้ากล้วยจะตกเครือ การตัดให้เหลือใบกล้วยไว้กับต้น 10-20 ใบต่อต้น ตัดด้วยมีดขอให้ชิดต้นกล้วย อย่าให้เหลือก้านกล้วยยื่นยาวออกมาเพราะส่วนที่เหลือยื่นยาวไว้นั้นจะเหี่ยว แล้วรัดลำต้นทำให้ลำต้นส่วนกลางขยายได้ไม่มากเท่าที่ควร

การปล่อยให้มีใบกล้วยติดลำต้นมากเกินไปจะทำให้ใบแผ่ปกคุมดิน คลุมโคนต้น ทำให้แดดส่องไม่ทั่วถึงพื้นดิน เมื่อแดดส่องไม่ถึงพื้นจะมีปัญหาเรื่องความชื้นในดินที่มีมากเกินไป การปฏิบัติงานในสวนก็จะไม่สะดวก สำหรับใบกล้วยที่ตัดออกจากต้นแล้วนั้นจะนำไปขายสร้างรายได้หรือจะกองรวมไว้ กลางร่องสวน เพื่อทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้บำรุงต้นกล้วยก็ได้

การค้ำลำต้นกล้วย :

กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องการหักล้มง่ายเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากลำต้นที่สูงใหญ่ เครือใหญ่ หนัก และ คออ่อน เมื่อขาดน้ำหรือลมพัดก็จะหักโค่นเสียหายได้ง่ายมาก สำหรับวิธีการลดการหักล้มของต้นกล้วยนั้นมีด้วยกันหลายวิธีดังนี้
1. การใช้ไม่ไผ่ค้ำที่ก้านเครือ ใช้ไม่ไผ่จำนวน 2 ลำ มัดติดกันตรงส่วนปลายแล้วให้ก้านเครือกล้วยพาดอยู่บนง่ามระหว่างไม่ไผ่ทั้ง สอง หรือจะใช้ไมไผ่ลำเดียวตัดปลายให้เป็นง่าม ค้ำที่ก้านเครือเช่นเดียวกัน แต่ถ้ามีลมพัดแรง การใช้ไม้ไผ่ลำเดียวค้ำแบบนี้จะเอาไม่อยู่ สุดท้ายกล้วยก็ยังหักล้มได้เสมอ

2. การใช้ไม่ไผ่มัดติดกับลำต้น เกษตรกร บางรายจะใช้ไม้รวก เพราะหาได้ง่ายกว่า การค้ำต้นกล้วยด้วยวิธีนี้ จะมัดลำไม่ไผ่ติดไว้กับต้นกล้วย แล้วมัดด้วยเชือกกล้วยหรือก้านใบกล้วย 3 เปราะ โดยหาหลักสั้นๆ ที่แหลมตอกนำแล้วถอนออก จากนั้นปักไม้ไผ่ลงหลุมในด้านตรงกันข้ามกับการเอนของต้นกล้วย วิธีนี้จะทำก่อนกล้วยจะตกเครือก็ได้ แต่ต้องให้ไม้รวกยาวกว่าต้นกล้วย
3. การใช้เชือกโยงมัดต้นกล้วย วิธีนี้จะใช้เชือกมัดตรงคองงวงของต้นกล้วยที่เอนแล้วโยงไปยึดต่อกับโคนต้นกล้วยอีกต้นหนึ่ง

ระยะเวลาในการให้ผลผลิตของกล้วยหอมทอง :

ประมาณ 10 เดือนหลังจากปลูก กล้วยจะเริ่มแทงปลีออกมา การที่กล้วยจะออกปลีช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหน่อกล้วยว่ามีความ แข็งแรงสมบูรณ์ดีหรือไม่ รวมทั้งการดูแลรักษาเมื่อกล้วยแทงปลีจนสุด(กล้วยหวีตีนเต่าโผล่ – กล้วยตีนเต่าหมายถึงกล้วยหวีสุดท้ายที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ ) ให้ตัดปลีทิ้ง หรือจะตัดปลีหลังจากปลีโผล่มาประมาณ 10-12 วัน ถ้าไม่มีการตัดปลีกล้วยทิ้งผลกล้วยจะเจริญเติบโตไม่เต็มที่

หลังจากตัดปลีประมาณ 90-110 วัน กล้วยจะแก่พอดี สามารถสังเกตได้จากกล้วย หวีสุดท้ายจะเริ่มกลม สีที่ผลจางลงกว่าเดิม(สีเขียวอ่อน) ถ้าปล่อยให้กล้วยแก่คาต้นมากเกินไปจะสบกับปํญหากเรื่องเปลือกกล้วยที่แตก ทำให้ผลผลิตเสียหาย

ในปีที่2และ3 จะเรียกกล้วยที่มีอายุเหล่านี้ว่ากล้วยตอ เมื่อถึงเวลาที่ตัดเครือกล้วยออกแล้ว เกษตรกรจะตัดต้นแม่ออก เพื่อลดความหนาแน่นและการแข่งขันในการหาอาหาร แต่การตัดต้นกล้วยนั้นควรจะตัดให้เหลือตอสูงประมาณ 1.5-2 เมตร เพื่อให้หน่อที่แตกใหม่มีอาหารที่สมบูรณ์และน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในตอกล้วยจะ ช่วยเลี้ยงหน่อที่เหลือให้เจริญต่อไปได้ การเลี้ยงตอนั้นจะเลี้ยงไว้จนตอแห้งแล้วจึงตัดออก

การตัดหน่อกล้วยไว้สำหรับปีต่อไป :

หน่อกล้วยที่สมควรจะคัดไว้เป็นหน่อที่ให้ผลผลิตในปีต่อไป ควรจะคัดหน่อกล้วยที่มีลักษณะ ดังนี้

1. ควรเป็นหน่อใต้ดิน ลำต้นแวบ อยู่ห่างจากโคนต้นแม่ประมาณ 10 นิ้ว ควรเหลือไว้ประมาณ 25 หน่อ ที่อยู่ตรงกันข้าม
2. ถ้าใช้ระยะปลูก 3 x 3 เมตร ควรคัดหน่อกล้วยอีกครั้งหนึ่งจาก 2 หน่อ ให้เหลือเพียงหน่อเดียวหรือเหลือไว้ไม่เกิน 2 หน่อ ซึ่งจะทำให้แปลงกล้วยทึบ ลำต้นจะสูงชะลูดและหักล้มได้ง่าย

ปัญหาและอุปสรรคในการเพาะปลูกกล้วยหอมทอง :

1.กล้วยหอมทองมีลำต้นสูง เครือใหญ่ จึงมีปัญหาในการหักล้มก่อนกล้วยจะแก่ได้ง่าย
2. ต้องสิ้นเปลืองค่าไม้ค้ำ
3. ถ้าปลูกมากเกินไปในท้องถิ่นหนึ่งกล้วยจะล้นตลาด


การปลูกกล้วยหอมกะเหรี่ยง
เป็นกล้วยที่นิยม ของผู้บริโภค เนื่องจากผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในสุกเหนียวหนึบ มีกลิ่น หอม รสหวานปนเปรี้ยวนิด ๆ รับประทานอร่อยมาก โดยนิยมปลูกกันมากในแถบจังหวัด กาญจนบุรีและเพชรบุรี สถาบันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเกษตรกรรม กรมส่ง เสริมการเกษตร ได้ทำการขยายพันธุ์ โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ในอดีตกล้วยหอมกะเหรี่ยงนิยมปลูกเฉพาะหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงตามตะเข็บชายแดน ไทย-พม่า ในแถบ จ.กาญจนบุรี แต่ปัจจุบันได้มีเกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้น เช่นเดียวกับคุณอนงค์ แสงงาม เกษตรกรวัย 47 ปี ชาว ต.หินเหล็ก ไฟ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่ลองผิดลองถูกในการปลูกพืชมาหลากหลาย ชนิด จึงได้หันมาปลูกกล้วยหอมกะเหรี่ยงจนประสบความสำเร็จ โดยจะปลูกที่ละ แปลงแปลงละ 2 ไร่ ให้กล้วยออกเครือไล่กัน เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างต่อ เนื่อง กล้วย 1 ต้น จะให้ผลผลิต 1 เครือ เครือละ 6 หวี ปัจจุบันคุณอนงค์ได้ มีการรวมกันจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเพื่อแปรรูปกล้วยหอมกระเหรี่ยงให้เป็นกล้วย หอมกระเหรี่ยงทอดกรอบ โดยใช้ชื่อว่ากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลหินเหล็กไฟ และ กล้วยหอมกระเหรี่ยงทอดกรอบ สำหรับตลาดก็คือ ร้านศูนย์ของดีประจวบ คีรีขันธ์ ( ติดกับโกลด์เด้นเพลส)

ลักษณะทั่วไป :

เป็นกล้วยหอมที่ลำต้นแข็งแรง เมื่อตกเครือจึงแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำเหมือนกับกล้วยหอมทอง ในหนึ่งเครือจะมี 10-12 หวี หวีละ 14-16 ผล ผลมีลักษณะคล้ายกล้วยหอมทอง แต่ปลายผลทู่ เมื่อสุกผิวจะมีสีเหลืองทอง เนื้อในสีส้มอ่อน รสหวานหอม เปลือกบาง มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร ก้านใบเปิดกว้าง มีปีก กาบลำต้นด้านนอกมีปื้นหนาสีดำ ด้านในมีสีชมพู ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับรูปไข่สีม่วงเข้ม ปลายแหลมและม้วนขึ้น ดอกตัวผู้สีงาช้าง จะหลุดร่วงหลังจากใบประดับหลุดแล้ว ส่วนดอกตัวเมียมีสีเหลือง ก้านตรง ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียมีความยาวใกล้เคียงกัน กลีบรวมใหญ่สีเหลืองอ่อน ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวสีขาวใส มีรอยหยักที่ปลาย

การปลูกกล้วยหอมกะเหรี่ยง :

ปลูกโดยใช้หน่อ สำหรับขั้นตอนการปลูกกล้วยนั้น คุณอนงค์ กล่าวว่า ต้องเตรียมทั้งหน่อที่จะใช้ เตรียมดิน การยกท้องร่อง การให้น้ำ รวมไปถึง การใส่ปุ๋ยด้วย

วิธีการปลูก :

ใช้หน่อที่แยกมาจากต้นแม่ต้นสูงประมาณ 50 – 60 เซนก่อนปลูก การเตรียมดินก็คือ การไถพรวนยกร่อง กล้วยหอมนั้นเป็นพืชที่ใช้น้ำเยอะ ควรปลูกบนร่อง ไม่ควรปลูกบนหลังแปลง การปลูกในท้องร่องจะง่ายต่อการให้น้ำ ระยะการปลูกประมาณ 2 เมตรครึ่ง หนึ่งไร่จะปลูกได้ประมาณ 80 ต้น

วิธีการปลูก – ให้ขุดหลุมประมาณ 50 x 50 ลึกประมาณ 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก หลุมละ 1 กิโล หลังจากนั้นก็ใช้หน่อปลูกลงไป แล้วใช้ดินคลุมรอบโคนต้น จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ต้องให้น้ำอย่างน้อย 7 วัน ใน 1 ครั้ง เพราะกล้วยหอมเป็นพืชที่ชอบน้ำ ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก คือ ดินร่วนปนทราย จากนั้นประมาณ 1 เดือน หน่อกล้วยจะแทงยอดขึ้นมา จึงใช้มีดเฉือนให้ได้ระยะจากพื้นดิน ประมาณ 50 ซม.เพื่อจะง่ายในการดูแลรักษา และความสูงของต้นเมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว จะไม่แย่งกัน หลังจากนั้นประมาณเดือนครึ่ง ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ โรยรอบโคนต้น หลังจากใส่ปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว ทำการให้น้ำ โดยจะให้ในแบบสปริงเกิล หรือตักรดก็ได้

ระยะเวลาในการปลูก :

ใช้เวลาเพียง 8 เดือนก็จะตกเครือ

การดูแลรักษา :

ต้องกำจัดหญ้า หรือวัชพืชอื่นๆ ศัตรูของกล้วยหอมที่สำคัญ คือ ด้วงงวงสีดำ ตัวด้วงงวงนี้จะเป็นตัวทำลายเนื้อเยื่อ ของกล้วยหอมที่กำลัง ตัวแม่จะเจาะบริเวณโคนใบ โคนก้านใบของกล้วยหอมแล้วไข่ลงไป ตัวอ่อนแล้วไชเข้าไปตามก้านใบ แล้วก็เนื้อเยื่อของกล้วยหอม เข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้กล้วยหอมมีน้ำยางไหล อาหารที่จะไปเลี้ยงกล้วยหอมไม่พอ เราจะต้องหมั่นตรวจดูบริเวณโคนต้น หรือลำต้น สวนกล้วยจะต้องสะอาดไม่ให้รกรุงรัง

ด้านการตลาด :

จำหน่ายหวีใหญ่ หวีละ 20 บาท หวีเล็ก 10 บาท ถ้านำไปจำหน่ายเอง ราคาหวีละ 25 – 30 บาท เรื่องตลาดคุณอนงค์บอกกับเราว่าไม่มีปัญหา เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อตลอดทั้งปี

ประโยชน์และการนำไปใช้ :

กล้วยหอมอุดมไปด้วยเส้นใย ดังนั้นจึงช่วยเสริมให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้น ในเวลาเดียวกันสารต่างๆ ที่มีอยู่ในกล้วยหอมยังจะช่วยเคลือบผิวของกระเพาะ จึงลดการเป็นแผลในกระเพาะได้อีกด้วย


การปลูกกล้วยไข่เพิ่มผลผลิต
ปัญหาของการผลิต กล้วยไข่อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ทำการปลูกเข้าปีที่ 2 ปี ที่ 3 คือ กล้วยไข่มักมีอาการโคนลอย และเมื่อโคนลอยแล้วผลผลิตกล้วยไข่ที่ ได้จะผลเล็ก เครือไม่ใหญ่ ผลผลิตลดลง เพราะรดน้ำไม่อยู่ กินอาหารไม่ดี จาก ประสบการในการปลูกและการดูแลกล้วยไข่ของคุณสุกัญญา เกตุเส็ง จะมีวิธีการ แก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำให้ได้ผลผลิตกล้วยไข่สม่ำเสมอ รวมถึงจะได้ผลผลิตมาก ขึ้น ดังนี้
เทคนิคการดูแลกล้วยไข่เพิ่มผลผลิต :

คุณสุกัญญา จะสังเกตพบว่ากล้วยไข่ที่ปลูกไว้จะเกิดปัญหาโคนลอย และต้นหรือกอที่มีปัญหาเรื่องโคนต้นลอยจะพบว่าได้ผลผลิตต่ำไปจากเดิมที่ 1 เครือ จะมีน้ำหนักประมาณ 7 กก.กรัมขึ้นไปเหลือเพียงประมาณ 4-5 กก.ต่อเครือ เมื่อสังเกตเห็นปัญหากดังกล่าว คุณสุกัญญาจึงใช้วิธีการแก้ไขโดย การขุดหลุมระหว่างต้นกล้วยเดิม แล้วขุดหน่อกล้วยที่มีโคนเริ่มลอยมาปลูกลงไปใหม่ โดยจะขุดหลุมปลูกให้มีความลึกประมาณ 50 ซม.แล้วขุมหลุมเดิมทิ้งไป จะสามรถช่วยได้ เพราะธรรมชาติของต้นกล้วย คือ จะชอบดินใหม่ ต้นกล้วยที่ย้ายไปปลูกใหม่ในเขตแนวงเดิม จึงมีการเจริญเติบโตได้ดี ทดแทนกล้วยกอเดิมที่โคนลอย ทำให้คุณสุกัญญามีผลผลิตต่อเนื่องไม่ขาดตอน และกล้วยที่ได้จากการปลูกด้วยวินี้จะได้ลูกโต หวีใหญ่ น้ำหนักดี และจะดียิ่งขึ้นหากมีการให้ปุ๋ยอินทรีย์เสริมด้วยทุกเดือน

***ส่วนเทคนิคการดูแลสวนกล้วยไข่ที่สำคัญ คือ การพรวนดิน คูณโคน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และการให้น้ำสม่ำเสมอและอย่าปล่อยให้หน้าดินแห้งจนเกินไป จึงจะทำให้ได้กล้วยไข่ที่ผลอวบสวย หวีที่สมบูรณ์


การปลูกกล้วยให้ตกเครือไปในทิศทางเดียวกัน
กล้วย ที่เกษตรกรนิยมปลูกปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกกล้วยไว้ สำหรับใช้ประโยชน์และบริโภคกันเองในครัวเรือน ในขณะเดียวกันยังมีเกษตรกร จำนวนไม่น้อยที่ปลูกกล้วยเป็นอาชีพโดยต้องปลูกกันจำนวนมากหลายสิบไร่ ซึ่งทำ ให้การดูแลจนกระทั่งการเก็บผลผลิตนั้นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมาก

ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องมีเทคนิคในการปลูกกล้วยเพื่อให้ง่ายแก่การเก็บผลผลิต ซึ่งเทคนิคดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยโดย ลุงต๋าคำ อภิธนัง เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมบ้านสันต้นเปา ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ได้อธิบายไว้ว่า เพื่อให้ง่ายแก่การตัดเครือกล้วยสำหรับจำหน่ายโดยไม่ต้องเดินวนรอบต้นกล้วย ให้เสียเวลา สามารถทำได้โดยใช้เทคนิคการปลูกกล้วยให้ตกเครือไปในทิศทางเดียวกันทุกต้น ซึ่งเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เกษตรกรตัดเครือกล้วยได้เร็วขึ้น และยังช่วยให้ประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน อันจะส่งผลทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายลดน้อยลง

เทคนิคการปลูกกล้วยให้ตกเครือไปในทิศทางเดียวกัน : สามารถใช้ได้กับการปลูกกล้วยทุกสายพันธุ์ ซึ่งมีวิธีการตั้งแต่เริ่มต้นปลูก คือ หลังจากที่เตรียมแปลงและขุดหลุมปลูกแล้ว หน่อพันธุ์กล้วยที่จะปลูกนั้น เกษตรกรจะสังเกตพบว่ามีรอยแผลตัดตรงโคนซึ่งเกิดจากการแยกหน่อ

วิธีการปลูก :

ให้ปลูกโดยการหันรอยแผลตัดตรงโคนที่เกิดจากการแยกหน่อ หันออกไปในทิศทางเดียวกันทุกต้น จากนั้นดูแลตามปกติจนกระทั่งต้นกล้วยตกเครือ จะพบว่า เครือกล้วยจะตกเครือไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดตามแถว ทำให้ง่ายแก่การตัดออกไปจำหน่าย เนื่องจากการตกเครือกล้วยจะตรงข้ามกับรอยแผลตัดตรงโคนซึ่งเกิดจากการแยกหน่อ เสมอ ถึงแม้ว่าต้นกล้วยที่เกษตรกรปลูกจะแตกหน่อออกต้นใหม่ก็ตาม การตกเครือของกล้วยก็จะเหมือนกับต้นแม่ คือ ตกเครือไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหมด


การเลือกหน่อกล้วยไปขยายพันธุ์ปลูก
การ ขยายพันธุ์ด้วยหน่อนับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและให้คุณภาพดีสุด กล้วยทุก ชนิดจะขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อเป็นหลัก แต่หน่อกล้วยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลาย ลักษณะ กล้วยหนึ่งกออาจให้หน่อแตกต่างกันไป ดังนั้นการคัดเลือกหน่อกล้วยที่ เหมาะสมต่อการเจริญเป็นต้นใหม่ จึงเป็นเทคนิคเล้กๆ ที่ชาวนสวนไม่ควรมอง ข้าม ซึ่งการเลือกหน่อที่เหมาะต่อการนำไปขยายพันธุ์ปลุก ควรมีลักษณะดังนี้

หน่อใบดาบ

หน่อพันธุ์กล้วยสำหรับการเพาะปลูก : หน่อกล้วยที่เกิดจากต้นกล้วยต้นแม่สามารถจำแนกตามรูปร่างและลักษณะต่างๆ ดังนี้
1. หน่ออ่อน เป็นหน่ออายุน้อย ขนาดเล็กมีเพียงใบเกล็ดอยู่เหนือดิน ซึ่งไม่นิยมนำไปเพาะปลูก
2. หน่อใบดาบ เป็นหน่อที่เกิดจากตาของเหง้า ใบเลี้ยงเล็กขนาดสูงประมาณ 75 เซนติเมตรมีเหง้าขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 เซนติเมตร เหมาะสำหรับการแยกไปเพาะปลูก

3. หน่อแก่ เป็นหน่อที่เจริญมาจากหน่อใบดาบใบเริ่มแผ่กว่างขึ้น อายุประมาณ 5-8 เดือนมีเหง้าขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กางประมาณ 25 เซนติเมตร เหง้าของหน่อแก่อาจมีตาที่สามารถเจริญเป็นหน่อใหม่ได้หลายหน่อ
4. หน่อใบกว้าง เป็นหน่อที่เกิดจากตาของเหง้าแก่หรือเหง้าที่ไม่แข็งแรงสมบูรณ์ลักษณะใบแผ่กว้างตั้งแต่ยังมีอายุน้อย ซึ่งไม่นิยมนำไปเพาะปลูก

หน่อใบกว้าง

ลักษณะของหน่อกล้วยพันธุ์ดีทีเหมาะต่อการนำไปขยายพันธุ์ปลูก ;
1. ต้องเป็นหน่อที่เหง้าใหญ่สมบูรณ์ความสูงของหน่อไม่มากเกินไปส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 75 เซนติเมตร
2. เป็นหน่อที่ได้รับต้นแม่สมบูรณ์ไม่เป็นโรคตายพราย หรือมีแมลงเข้าทำลายโดยเฉพาะด้วงงวง เข้าทำลายมาก่อน

3. ส่วนเหง้าต้องไม่ถูกโรคแมลงทำลาย
4. เป็นแหล่งพันธุ์ที่เชื่อถือได้ซึ่งเกษตรกรมีการตรวจสอบประวัติของสวนแล้ว ไม่เคยมีโรคระบาดมาก่อน
5. กรณีเป็นหน่อที่มีวางจำหน่าย ต้องพิจารณาความสดใหม่เหง้าใหญ่ไม่บอบช้ำอีกด้วย


การตัดแต่งใบและหน่อกล้วย
การปล่อยให้มีใบ กล้วยติดลำต้นมากเกินไปจะทำให้ใบแผ่ปกคุมดิน คลุมโคนต้น ทำให้แดดส่องไม่ ทั่วถึงพื้นดิน เมื่อแดดส่องไม่ถึงพื้นจะมีปัญหาเรื่องความชื้นในดินที่มี มากเกินไป การปฏิบัติงานในสวนก็จะไม่สะดวก สำหรับใบกล้วยที่ตัดออกจากต้น แล้วนั้นจะนำไปขายสร้างรายได้หรือจะกองรวมไว้กลางร่องสวน เพื่อทำเป็นปุ๋ย หมัก ใช้บำรุงต้นกล้วยก็ได้

หน่อกล้วยที่ปาดแต่งครั้งที่ 2 โคนของหน่อกล้วยขยายใหญ่ขึ้น

การแต่งหน่อกล้วย หากปลูกกล้วยต้นเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน ประมาณเดือนมิถุนายนกล้วยจะแตกหน่อตามขึ้นมาประมาณ 4-7 หน่อต่อกอ เมื่อหน่อตามมีใบคลี่แล้ว ควรทำการปาดยอดทิ้ง โดยปาดในแนวเฉียงขึ้น กะความยาวของหน่อที่จะเหลือไว้หลังจากปาดให้สูงจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 20 นิ้ว จากนั้นทำการปาดหน่อให้เฉียงกลับด้าน(ทิศตรงข้ามกับการปาดครั้งแรก) ทุกๆ 15 วัน จะทำให้โคนหน่อกล้วยขยายใหญ่ขึ้นเหมาะที่จะนำไปปลูกต่อไป (ความถี่ในการปาดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเลี้ยงหน่อกล้วยของเกษตรกรว่า ต้องการให้จะเลี้ยงให้หน่อมีขนาดอวบอูมขนาดไหน)

การตัดแต่งใบกล้วย ขณะที่มีการแต่ง หน่อ ควรทำการตัดแต่งใบกล้วยควบคู่ไปด้วย และควรตัดแต่งใบกล้วยไปจนกว้ากล้วยจะตกเครือ การตัดให้เหลือใบกล้วยไว้กับต้น 10-20 ใบต่อต้น ตัดด้วยมีดขอให้ชิดต้นกล้วย อย่าให้เหลือก้านกล้วยยื่นยาวออกมาเพราะส่วนที่เหลือยื่นยาวไว้นั้นจะเหี่ยว แล้วรัดลำต้นทำให้ลำต้นส่วนกลางขยายได้ไม่มากเท่าที่ควร


การผลิตกล้วยหอมทองส่งออกจากท่ายางไปญี่ปุ่น

ปัจจุบัน มนุษย์ได้ให้ความสำคัญด้านสุขภาพของร่างกายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้าน โภชนาการ มลภาวะและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น สิ่งสำคัญอย่าง หนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก คือ การรับประทานอาหารที่เป็น อันตรายต่อร่างกาย ซึ่งประเทศที่มีการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว จะให้ความ สำคัญในด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญในด้าน โภชนาการเป็นอย่างมาก และนิยมชมชอบรับประทานผลไม้

ผลไม้อย่างหนึ่งที่ประชาชนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกันมาก คือ กล้วย ซึ่งนิยม รับประทานเป็นอันดับ 3 รองจากส้ม และแอปเปิล เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่รับ ประทานง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถย่อยได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมของ ประชากรญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นมีการนำเข้ากล้วยจากประเทศต่าง ๆ ปีละ ประมาณ 900,000 ตัน โดยนำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาชน จีน อเมริกาใต้ และไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งกล้วยที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นกล้วยหอม เขียว แต่การนำเข้าดังกล่าวบางส่วนมีสารพิษที่เกิดจากการใช้สารเคมีตกค้างใน ผลผลิต

เนื่องจากขาดการวบคุมการผลิตที่รัดกุม ทำให้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้เล็งเห็น ถึงภัยอันตรายจากการบริโภคผลิตผลที่รัดกุม ทำให้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้เล็ง เห็นถึงภัยอันตรายจากการบริโภคผลิตผลการเกษตรดังกล่าว ประกอบกับได้มีการ รณรงค์เรื่องการเกษตรธรรมชาติ แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญีปุ่นได้ให้ความสำคัญ ในด้านสุขภาพของร่างกายของสมาชิกสหกรณ์ จึงได้ติดต่อกับชุมชนสหกรณ์แห่ง ประเทศไทย จำกัด เพื่อขอให้ส่งผลิตผลการเกษตรที่ปลอดสารเคมี โดยเฉพาะกล้วย หอมทองจากประเทศไทย

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2534 พันเอก สุรินทร์ ชลประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และประธานชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทยในสมัยนั้น และมิสเตอร์ฮิโรยูกิ ยามาโมโต้ อดีตประธานกรรมการสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ได้พิจารณาเห็นว่าสหกรณ์ผู้บริโภคต้องการนำเข้ากล้วยหอมทองปลอดสารพิษ ประกอบกับกล้วยหอมทองของจังหวัดเพชรบุรีมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก จึงได้ร่วมมือกันสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด เป็นผู้ผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ ส่งขายให้ สหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ โดยในครั้งแรกทดลองส่งไป 500 กิโลกรัม ในเดือนกรกฎาคม 2534 แต่เนื่องจากขาดประสบการณ์และหลักวิชาการในการรักษากล้วยให้คงสภาพระหว่าง การขนส่ง จึงปรากฎว่ากล้วยหอมที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่นเสียหายหมด

พันเอก สุรินทร์ ชลประเสริฐ จึงได้ขอความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการจาก อาจารย์ดารา พวงสุวรรณ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตรในสมัยนั้น พร้อมด้วยคณะประกอบด้วย อาจารย์ประวัติ ตันบุญเอก และอาจารย์เกียรติ ลีละเศรษฐกุล ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่ง ทุกฝ่ายจึงได้ร่วมมือกันปรับปรุงวิธีการส่งออกกล้วยหอมทองไปจำหน่ายให้ สหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้อีกครั้งหนึ่ง จำนวน 100 กล่อง ในเดืนอกุมภาพันธ์ 2535 ปรากฎว่าครั้งนี้กล้วยหอมที่ส่งไปมีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ด่านกักกันพืชประเทศญี่ปุ่นได้ทั้งหมด และตั้งแต่นั้นมา สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด และสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ได้เริ่มต้นซื้อขายกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับการส่งออกกล้วยหอมทองไปญีปุ่นนั้น สหกรณ์การการเกษตรท่ายาง จำกัด และสหกรณ์ผู้บริโภคฦโตโต้ได้มอบหมายให้ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนด้านการนำเข้าสหกรณ์ผู้บริโภค โตโต้ได้มอบหมายให้บริษัท เอโอโบชิ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ

เงื่อนไขในการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก:

สหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดเงื่อนไขในการผลิตกล้วยหอมทอง เพื่อการส่งออกให้สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ปฏิบัติซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1. กล้วยหอมทองที่ส่งออกจะต้องเป็นการผลิตที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และไม่ฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด ซึ่งจะทำให้ได้กล้วยที่ปราศจากสารมีพิษ
2. ขนาดของผลผลิตกล้วยหอมทองจะต้องมีขนาดลูกละไม่ต่ำกว่า 100 กรัม สีผิวของกล้วยไม่ซ้ำ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคประเทศญี่ปุ่น
3. กล้วยหอมทองที่ส่งออกจะต้องไม่สุกก่อนที่ส่งไปถึงประเทศญี่ปุ่น ถ้ากล้วยสุกจะถูกห้ามนำเข้าและต้องนำไปทิ้ง ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันศัตรูพืชของประเทศญี่ปุ่น ความแก่ของกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก ควรจะต้องมีความแก่ประมาณ 70%
4. กล้วยหอมทองต้องปราศจากศัตรูพืชหรือโรคแมลง ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ด่านกักกันพืชของประเทศญี่ปุ่นตรวจพบแม้เพียงกล่องเดียว ก็ต้องรมควันฆ่าเชื้อทั้งหมด ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการรวมควัน โดยจ่ายฝ่ายละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จะผลิตตามที่ได้ทำการตกลงกันในสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ จำกัด กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะทำสัญญากันปีละ 1 ครั้ง โดยคู่สัญญาทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทีไ่ด้ตกลงกันไว้ ซึ่งถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตาม จะทำให้เิดความเสียหายกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับสหกรณ์และประเทศ การเข้มงวดในการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ สหกรณ์จึงได้กำหนดแนวทางหรือกระบวนการในการผลิต ไว้ดังนี้

1. การคัดเลือกสมาชิกเข้าร่วมโครงการ จะ มีการประชุมกลุ่มเพื่อชี้แจงโครงการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่ง ออกให้สมาชิกได้รับทราบ และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยสหกรณ์จะพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก

2. คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ
2.1 ต้องมีความศรัทธาในอุดมการณ์ และเป็นสมาชิกของสหกรณ์
2.2 ต้องมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองอยู่ในเขตอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เท่านั้น
2.3 พื้นที่ต้องปลูกกล้วยหอมทองเท่านั้น และบริเวณใกล้เคียงที่ปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ห้ามใช้สารเคมีชนิดมีฤทธิ์ตกค้างนาน
2.4 พื้นที่เพาะปลูกต้องมีทางคมนาคมเข้า – ออก สะดวกในการเก็บผลผลิต
2.5 ผู้ประสงค์จะปลูกต้องแจ้งให้สหกรณ์ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน
2.6 สมาชิกต้องขายให้กับสหกรณ์เท่านั้น

3. การให้การศึกษาอบรม สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกคน จะต้องผ่านการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ โดยไม่มีการใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง ให้ใช้เฉพาะปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ตลอดกรรมวิธีในการเพาะปลูก การดูแลรักษา จะต้องปราณีตพิถีพิถันกว่าการปลูกกล้วยหอมทองตามปกติ ซึ่งการฝึกอบรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์นอกจากนั้นในการเพาะปลูกสมาชิกจะได้รับ คำแนะนำ ปรึกษาจากพนักงานสหกรณ์ และนักวิชาการเกษตรอย่างใกล้ชิด

การวางแผนการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก:

1. ปริมาณการส่งออกในแต่ละเดือน สหกรณ์ ผู้บริโภคโตโต้มีความต้องการกล้วยหอมทองจากสหกรณ์ ประมาณปีละ 330 – 360 ตัน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 32 ตัน โดยกำหนดส่งเดือนละ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 16 ตัน ซึ่งสามารถส่งออกในตู้คอนเทรนเนอร์ขนาด 50 ฟุต ได้จำนวน 2 ตู้ โดยสหกรณ์จะต้องจัดส่งตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงปีใหม่เป็นเทศกาลท่องเที่ยว สมาชิกสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้จะบริโภคกล้วยหอมทองน้อยลง ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จะต้องส่งออกกล้วยหอมทองให้ได้เดือนละ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 16 ตัน รวมทั้งปี จำนวน 22 ครั้ง

2. การเพาะปลูกในแต่ละเดือน กล้วยหอม ทองจะมีอายุการให้ผลผลิตนับตั้งการเพาะปลูกประมาณ 9 – 11 เดือน เพราะฉะนั้นการเพาะปลูกจะต้องวางแผนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี กล้วยหอมทอง 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 400 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน แต่สหกรณ์ต้องส่งออกเดือนละ 30 ตัน ดังนั้น สหกรณ์จะต้องปลูกกล้วยหอมทองถึงเดือนละ 10 ไร่ จึงจะให้ผลผลิต 30 ตัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกล้วยหอมทองไม่สามารถให้ผลผลิตตามขนาดที่ต้องได้พร้อม กันทุกต้น สหกรณ์จะเลือกต้นที่มีผลผลิตที่เหมาะสมเพื่อการาส่งออกเท่านั้น แต่ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถตัดกล้วยหอมทองได้หมดภายใน 3 เดือน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ต้องการแล้ว สหกรณ์จะต้องปลูก กล้วยหอมทองประมาณ 30 ไร่ในแต่ละเดือน

3. การกระจายการเพาะปลูก การเพาะปลูก กล้วหอมทองต้องอาศัยการเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้มาตรฐาตามที่ต้องการและเป็นการกระจายการผลิตให้กับสมาชิกอย่าง ทั่วถึง ตลอดจนเป็ฯการลดความเสี่ยงจากการผลิตของสมาชิก สหกรณ์จึงได้กำหนดให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถปลูกกล้วยหอมทองได้ ประมาณคนละ 2 – 5 ไร่ ดังนั้น ในแต่ละเดือนจะต้องสมาชิกเข้าร่วมโครงการเพื่อเพาะปลูกกล้วยหอมทองประมาณ 10 – 15 ราย โดยเฉพาะปี พ.ศ. 2544 มีสมาชิก 250 ราย พื้นที่ปลูกรวมประมาณ 2,000 ไร่ สามารถผลิตกล้วยหอมทองได้ปีละประมาณ 450 ตัน

วิธีการปลูกกล้วยหอมทองของสมาชิก:

1. พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยหอมทอง คือ
1.1 ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง ถ้ามีลมแรงความเร็วประมาณ 40 – 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้เกิดความเสียหายบริเวณโคนต้นกล้วยได้ ถ้าความเร็วลมตั้งแต่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป จะทำให้ต้นกล้วยหักล้มลงทันที
1.2 ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ในกรณีฝนทิ้งช่วง หรือ กรณีฝนตกมากเกินไป ต้องมีทางระบายน้ำได้ด้วย
1.3 อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ไม่ควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส

2. พันธุ์ สมาชิกสหกรณ์ได้ใช้กล้วย หอมทองพันธุ์พื้นเมืองในการเพาะปลูกซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่สูง มีรสชาติอร่อย หอมหวาน และผลโต โดยสมาชิกได้ใช้หน่ในการขยายพันธุ์ ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนพันธุ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน หรือซื้อขายหน่อพันธุ์ในอัตราหน่อละ 3 – 4 บาท

3. การปลูก การปลูกกล้วยหอมทองของสมาชิกมี 2 ลักษณะ ดังนี้
3.1 แบบไถเป็นร่อง โดยการช้รถไถหรือแรงงานคน ทำเป็นร่องกว้างประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร มีความลึกประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร ระยะห่างระว่างท้องร่องของแต่ละแถว 2 เมตร การปลูกจะนำหน่อกล้วยปลูกในท้องร่อง ระยะห่างระหว่างต้นและระห่างแถว 2 x 2 เมตร
3.2 แบบพื้นราบ โดยสมาชิกจะปลูกพื้นราบ แต่มีการทำหลุมตื้น ๆ เพื่อกักเก็บน้ำบริเวณรอบโคนต้นเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร การปลูกจะมีระยะห่างระหว่างต้น 1.5 – 2 เมตร และระหว่างแถว 2 เมตร

4. วิธีการปลูก สมาชิกจะใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตราหลุมละ 1 บุ้งกี่ผสมกับดินชั้นบนใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก

การปฏิบัติดูแลรักษา:

สมาชิกสหกรณ์จะพรวนดินภายหลังจากการปลูกกล้วยไปแล้วประมาณ 1 – 3 เดือน ในขณะที่รากกล้วยยังแผ่ไปได้ไม่ไกลนัก แต่หลังจากกนั้นแล้วจะไม่พรวนดินอีก เพื่อไม่ให้รากพืชขาด ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตและการเจริญเติบโตของกล้วย ส่วนการใส่ปุ๋ยจะใส่แต่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกจะให้หลังจากปลูกแล้ว 3 เดือน จะใส่อีกครั้งเมื่อกล้วยเริ่มให้ผลผลิตในช่วง 6 เดือนหลังจากปลูก พร้อมทั้งการใช้ไม้ค้ำลำต้นไม่ให้ต้นหักเมื่อกล้วยให้ผลผลิตส่วนการให้น้ำจะ ให้น้ำตามท้องร่องเป็นแถวยาว ส่วนการจะให้น้ำแก่ต้นกล้วยเมื่อใดนั้น เกษตรกรจะมีความชำนาญในการดูลักษณะของพืชที่ขาดน้ำหรือพืชได้รับน้ำหนักมาก เกินไป ทั้งนี้ ความถี่ของการให้น้ำขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศด้วย ส่วนการกำจัดวัชพืชจะใช้วิธีการดาย โดยใช้จอบถากถางวัชพืชในแปลงออก จะไม่มีการใช้สารเคมีฉีดพ่น สำหรับการตัดแต่งหน่อและการเก็บหน่อไว้ทำพันธุ์นั้น กล้วยจะเริ่มแทงหน่อหลังจากปลูกแล้วประมาณ 5 เดือน หากมีหน่อมากจำเป็นต้องกำจัดหน่อที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารจากต้นแม่เกินไป ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ส่วนการตัดปลีกล้วยเกษตรกรจะตัดปลีกล้วยต่อเมื่อกล้วยออกลูกหมดแล้ว โดยระยะห่างของปลีกับหวีกล้วยประมาณ 1 – 2 นิ้ว หลังจากนั้นจึงใช้ถุงคลุมเครือกล้วยแบบเปิดด้านล่างของถุงคลุมจากตัดปลี กล้วยแล้วประมาณ 10 วัน

ขั้นตอนการดำเนินการตลาดกล้วยหอมทอง:
1. การเก็บเกี่ยว จะเก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองที่มีความแก่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยสหกรณ์จะดำเนินการขนส่งผลผลิตจากสวนของสมาชิกถึงโรงงานของสหกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
2. การแบ่งเครือกล้;ยออกเป็นหวี พนักงานของสหกรณ์จะคัดเลือกกล้วยที่ได้ขนาดและมีความสมบูรณ์
3. การทำความสะอาดกล้วย จะใช้สบู่ล้างกล้วยที่มีคุณภาพไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำความสะอาดผลกล้วย และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง
4. จากนั้นส่งผ่านสายพานเข้าอุโมงค์ลม เพื่อเป่ากล้วยให้แห้งด้วยพัดลมที่ปั่นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประมาณ 10 นาที ผ่านสายพานออกมาเป่าทำความสะอาดด้วยแรงลมที่มีแรงอัดสูงจากหม้อไฟฟ้าอัด อากาศอีกครั้งหนึ่ง
5. ตรวจเช็คโรคแมลงอย่างละเอียด เพื่อมิให้มีสิ่งแปลกปลอมที่หลงเหลือติดไปกับผลกล้วย
6. ทำความสะอาดก่อนบรรจุกล่อง โดยใช้ฟองน้ำแห้งเช็ดผลกล้วยให้แห้งสะอาดเป็นครั้งสุดท้าย
7. การบรรจุกล่อง โดยการรองด้วยโฟมอ่อน บรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูกแข็งขนาด 32 x 50 x 22 เซนติเมตร กล่องละ 12 กิโลกรัม จากนั้นขนย้ายเข้าห้องเย็นที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส เพื่อรอการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป

ผลตอบแทนในการเพาะปลูกกล้วยหอมทองของสมาชิก: การคำนวณได้พิจารณาจากรายได้และรายจ่ายในการเพาะปลูกกล้วยหอมทองของสมาชิกใน พื้นที่ 1 ไร่ (ข้อมูลปี พ.ศ. 2540)

1. รายได้ 31,500 บาท

- ขายผลผลิต (พื้นที่ปลูก 1 ไร่ ปริมาณกล้วย 400 ต้น ผลผลิต 350 เครือ ๆ ละ 10 กิโลกรัม ๆ ละ 9 บาท = 350 x 10 x 9 = 31,500 บาท)

2. รายจ่าย 20,106 บาท

- ค่าเตรียมดิน 1,340 บาท
- ค่าหน่อพันธุ์ 1,600 บาท
- ค่าแรงงานพรวนดิน 506 บาท
- ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำ 800 บาท
- ค่าปุ๋ยหมัก 8,960 บาท
- ค่าแรงงานดายหญ้า 4,000 บาท
- ค่าไม้ค้ำลำต้น 700 บาท
- ค่าแรงงานตัดแต่งกิ่งและห่อผล1,200 บาท
- ค่าอื่น ๆ 1,000 บาท

3. กำไรจากการเพาะปลูกพื้นที่ 1 ไร่ (31,500 – 20,106) = 11,394 บาท

อนึ่งในกรณีที่สมาชิกขายให้กับพ่อค้าในท้องตลาด สมาชิกจะขายได้ในราคาสูงสุดประมาณกิโลกรัมละ 7 บาท (เฉพาะจังหวัดเพชรบุรีปีเพาะปลูก 2540 ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 7 บาท ส่วนราคาต่ำสุดกิโลกรัมละ 3 บาท (ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี) ถ้าสมาชิกมีค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกเท่าเดิมสมาชิกจะมีกำไรไร่ละ 4,394 บาท ซึ่งน้อยกว่าขายให้กับสหกรณ์ถึงไร่ละจำนวน 7,000 บาท


การปลูกกล้วยน้ำว้า
กล้วยน้ำว้าเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าสีน้ำตาลแข็ง ลำต้นสูง ลำต้นที่อยู่เหนือ ดิน รูปร่างกลม เป็นส่วนของกาบใบหุ้มกันแน่น ใบสีเขียวใหญ่ ก้านใบยาวและ เห็นชัดเจน ดอกออกที่ปลาย ลำต้นเป็นช่อใหญ่ ลักษณะห้อยลง ช่อดอกยาว ประมาณ 1/2 -3/4 ศอก เรียกว่า ปลี มีดอกย่อย ออกเป็นแผง ผลจะติดกันเป็น แผง เรียกว่า หวี ซ้อนกัน หลายหวี เรียกว่า เครือ ใช้หน่อปลูก ปลูกได้ทั่ว ไป กล้วยเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์ประจำวันมาก ใบกล้วยที่เรียกว่า ใบตอง ใช้ ห่อขนม ต้นกล้วยใช้เลี้ยงหมู ทำแพ เป็นอุปกรณ์ในการทำกระทง ใส้ในต้นกล้วย ที่ยังไม่ออกเครือ ใช้ทำอาหาร เช่น แกงกับกะทิ รับประทานเป็นผักสด หรือกับ ขนมจีนน้ำยา หัวปลีใช้แกงเลียง ทำเป็นขนมหวานหลายรูปแบบ เช่น กล้วย เชื่อม กล้วยฉาบ กล้วยปิ้ง กล้วยตากอบน้ำผึ้ง กล้วยกวน กล้วยทอด

วิธีปลูกการปลูกกล้วยน้ำหว้า :

- ปลูกในช่วงฤดูฝน
- ปลูกด้วยหน่อใบแคบ หรือต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะปลูกเลี้ยงเนื้อเยื่อ
- เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 ซม.
- ผสมดินปุ๋ยคอกจำนวน 5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อคฟอสเฟส จำนวน 50 กรัม เข้าด้วยกันใน หลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
- ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุมโดยระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
- ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากหลุมทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา)
- ดึงถุงพลาสติกออกโดยระวังอย่าให้ดินแตก
- กลบดินที่เหลือลงในหลุม
- กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
- คลุมดินบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าว หรือหญ้าแห้ง
- รดน้ำให้ชุ่ม

ระยะปลูกกล้วยน้ำหว้า: 2.5 x 3 เมตร , 2.5 x 2.5 เมตร

จำนวนต้นต่อไร่ : จำนวนต้นเฉลี่ย 200 ต้น/ไร่ , 250 ต้น/ไร่

การดูแลรักษากล้วยน้ำหว้า:
1. การใส่ปุ๋ย
ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต้น/ปี โดยแบ่งใส่ 4 ครั้ง ๆ ละ 250 กรัม ดังนี้
ครั้งที่ 1 ใส่หลังปลูก 1 สัปดาห์ ใช้สูตร 15-15-15
ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15
ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15
ครั้งที่ 4 ใส่หลังจากครั้งที่ 3 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 13-13-21

การให้น้ำกล้วยน้ำหว้า:

ประมาณของน้ำนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ความชุ่มชื้นของดิน ปริมาณลมที่พัดผ่าน จะทำให้การคายน้ำมาก จึงไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าดินแห้งติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากรากจะหาอาหารอยู่บริเวณผิวดิน จึงทำให้หยุดชะงักการเจริญเติบโต

การตัดแต่งหน่อกล้วยน้ำหว้า :

การตัดแต่งหน่อ หลังจากปลูกประมาณ 3-4 เดือน จะมีหน่อขึ้นมารอบ ๆ โคนให้ตัด ไปเรื่อยจนกว่าจะเริ่มออกปลี หรือหลังปลูกแล้วประมาณ 7-8 เดือน ควรมีการไว้หน่อทดแทน 1-2 หน่อ โดยหน่อที่ 1 และที่ 2 ควรมีอายุห่างกันประมาณ 4 เดือน เพื่อให้ผลกล้วยมีความอุดมสมบูรณ์ โดย เลือกหน่อที่อยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม

การตัดแต่งใบกล้วยน้ำหว้า :

การตัดแต่งใบ ควรทำการตัดแต่งช่วงที่ต้นเริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเลือกใบแก่ และใบที่เป็นโรคออก ตัดให้เหลือประมาณ 7-12 ใบ เพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นช่วงออกปลี เพื่อใช้ใบปรุงอาหาร และเพิ่มความเจริญเติบของผลกล้วย

การเก็บเกี่ยวกล้วยน้ำหว้า :

การเก็บเกี่ยวกล้วยระยะใดขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการขนส่ง หากขนส่งไปขายไกล ๆ อาจตัดกล้วยเมื่อความแก่ประมาณ 75% การดูลักษณะความอ่อนแก่ของกล้วย อาจดูจากลักษณะผล เช่น ดูขนาดลูกกล้วย เหลี่ยมกล้วย หรือใช้วิธีการนับอายุจากวันแทงปลี หรือวันตัดปลีในการตัดจะต้องพิจารณาถึงต้นสูงหรือเตี้ย ถ้าสูงก็ให้ตัดบริเวณโคนต้น เพื่อให้ต้นเอียงลงมา โดยให้อีกคนหนึ่งจับหรือรับเครือกล้วยไว้ จะต้องเหลือก้านให้ยาวพอสมควร ก็นำไปยังโรงเรือนเพื่อคัดขนาดบรรจุต่อไป

การปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว :
- นำเครือกล้วยแขวนไว้บนราว ปล่อยให้ยางไหลจนแห้ง
- ทำความสะอาดถูกผล หรือบริเวณปลายผลที่มีกลีบแห้งติดอยู่ออกให้หมอ
- ชำแหละเครือกล้วยออกเป็นหวี ๆ อย่างระมัดระวังอย่าให้รอยตัดช้ำ
- คัดเลือกผลที่มีรอยตำหนิ หวีที่ไม่ได้ขนาดออก
- จุ่มในน้ำผสมสารไธอาเมนตาโซล แล้วผึ่งลมหรือเป่าให้แห้ง
- บรรจุหีบห่อ/บรรจุลงเข่ง โดยมีใบตองรอง เพื่อป้องกันบอบช้ำ


การปลูกกล้วยไข่
กล้วย ไข่ เป็นผลไม้ที่นิยมผู้บริโภคกันทั่วไป เนื่องจากมีรสชาติดี ลักษณะการ เรียงตัวของผลและสีผลสวยสะดุดตา ปัจจุบันส่งออกจำหน่ายต่างประเทศมาก ขึ้น ตลาดที่สำคัญ คือ จีน และฮ่องกง

การปลูกกล้วยไข่:

กล้วยไข่เป็นพืชที่สามารถปลูกได้แทบทุกภาคของประเทศ ในพื้นที่ปลูกที่มีการจัดการการผลิตเพื่อให้ได้ทั้งปริมาณ และผลผลิตตรงตามมาตรฐานคุณภาพ ตลาดต้องการ ปัญหาสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพของผลผลิตคือ การปนเปื้อนของ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมใน ระยะยาว ดังนั้น กระบวนการผลิตจึงต้องมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม

แหล่งปลูกที่เหมาะสม: มีดังนี้

1. สภาพพื้นที่

- พื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง
- ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,200 เมตร
- มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรืออยู่ในเขตชลประทาน
- การคมนาคมสะดวก

2. ลักษณะดิน

ดินร่วน, ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทราย – มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี – ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร – ค่าความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.0-7.0

3. สภาพภูมิอากาศ

- อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ระหว่าง 25-35 องศาเซนเซียส
- ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี
- ไม่มีลมแรงพัดผ่านเป็นประจำ
- มีแสงแดดจัด

4. แหล่งน้ำ

- มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูปลูก
- เป็นแหล่งน้ำสะอาด ค่าความเป็นกรดด่างของน้ำระหว่าง 5.0-9.0

พันธุ์กล้วยไข่:

กล้วยไข่มี 2 สายพันธุ์ คือ กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร และกล้วยไข่พระตระบอง
พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้าคือ กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร

1. กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร
ลักษณะกาบใบเป็นสีน้ำตาลหรือช๊อกโกแลต ร่องก้านใบเปิดและขอบก้านใบขยายออก ใบมีสีเหลืองอ่อน ไม่มีนวล ก้านเครือมีขนขนาดเล็ก ผิวเปลือกผลบาง ผลเล็ก เนื้อมีสีเหลือง รสชาติหวาน

2.กล้วยไข่พระตะบอง
ลักษณะกาบใบเป็นสีน้ำตาลปนดำ สีของใบเข้มกว่าสายพันธุ์กำแพงเพชร รสชาดจะออกหวานอมเปรี้ยว และผลมีขนาดใหญ่กว่ากล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร

การเตรียมดินปลูกกล้วยไข่

วิเคราะห์ดิน เพื่อประเมินค่าความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน และความเป็นกรดด่างของดิน ปรับสภาพดินตามคำแนะนำก่อนปลูก – ไถพรวน ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อลดการระบาดของศัตรูพืช คราดเก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง

2. ฤดูปลูก

ช่วงเวลาการปลูก ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน

3. วิธีการปลูก

- ปลูกด้วยหน่อใบแคบที่มีความสมบูรณ์ดี
- เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร
- รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 5 กิโลกรัมต่อหลุม คลุกเคล้ากับหน้าดินรองก้นหลุมปลูกถ้ามีการไว้หน่อ (Ratoon) เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปอีก 1-2 รุ่น ควรรองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต อัตรา 100-200 กรัม/หลุม
- ระยะปลูก (1.5-1.75) x2 เมตร เป็นการปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเพียงครั้งเดียว แล้วรื้อปลูกใหม่ 2×2 เมตร
เป็นการปลูกสำหรับไว้ตอหรือหน่อ (Ratoon) เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตของหน่อ (Ratoon) อีก 1-2 รุ่น
- การปลูก วางหน่อพันธุ์ที่หลุมปลูกให้ลึก 25-30 เซนติเมตร โดยจัดวางหน่อพันธุ์ให้ด้านที่ติดกับต้นแม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน กลบดินลงหลุมปลูกและกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษากล้วยไข่:

1. การปฏิบัติดูแลรักษา

การพรวนดิน ภายหลังปลูกกล้วยไข่ประมาณ 1 เดือนควรรีบทำการพลิกดินให้ทั่วทั้งแปลงปลูก เพื่อให้ดินเก็บความชื้นจากน้ำฝนไว้ให้มากที่สุด และเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วย ขณะที่รากกล้วยยังขยายไปไม่มากนัก

2.การกำจัดวัชพืช

ควรกำจัดวัชพืชปีละ 3 ครั้ง ครั้งแรกพร้อม ๆ กับการพลิกดิน ส่วนครั้งที่ 2 และ 3 ให้พิจารณา จากปริมาณวัชพืช แต่จะทำก่อนที่ต้นกล้วยตกเครือ

3.การให้ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ครั้ง เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก่อนปลูกอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมี 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 และ 2 เป็นระยะที่กล้วยมีการเจริญเติบโตทางลำต้น ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 หรือ 15-15-15 อัตรา 125-250 กรัมต่อต้นต่อครั้ง หลังจากปลูก 1 และ 3 เดือน การให้ปุ๋ยเคมีครั้งที่ 3 และ 4 จะให้ปุ๋ยเคมีภายหลังจากปลูก 5 และ 7 เดือน ซึ่งเป็นระยะที่กล้วยใกล้จะให้ผลผลิต จะให้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-24, 13-13-21 หรือ 14-14-21 อัตรา 125-250 กรัมต่อต้นต่อครั้ง

วิธีการให้ปุ๋ยกล้วยไข่

ใส่ปุ๋ยเคมีโรยห่างจากต้นประมาณ 30 เซนติเมตร หรือใส่ลงในหลุมลึกประมาณ 10 เซนติเมตร 4 ด้าน แล้วพรวนดินกลบ

4. การให้น้ำกล้วยไข่

ในฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วง เมื่อสังเกตหน้าดินแห้งและเริ่มแตก ควรรีบให้น้ำ
ในฤดูแล้ง เริ่มให้น้ำตั้งแต่หมดฝน ประมาณปลายเดือนมกราคม-พฤษภาคม

วิธีการให้น้ำ

ใช้วิธีปล่อยให้น้ำไหลเข้าไปในแปลงย่อยเป็นแปลง ๆ เมื่อดินมีความชุ่มชื้นดีแล้ว จึงให้แปลงอื่นต่อไป

เทคนิคการผลิตกล้วยไข่:

1. การพูนโคน

โดยการโกยดินเข้าสุมโคนกล้วย ช่วยลดปัญหาการโค่นล้มของต้นกล้วยเมื่อมีลมแรง โดยเฉพาะต้นตอที่เกิดขึ้นระยะหลังโคนจะลอยขึ้นทำให้กล้วยโค่นล้มลงได้ง่าย

2. การแต่งหน่อกล้วยไข่

เครื่องมือที่ใช้ในการแต่งหน่อ คือ มีดยาวปลายขอ ชาวบ้านเรียกว่า มีดขอ การแต่งหน่อทุกครั้ง โดยเฉือนเฉียงตัดขวางลำต้นเอียงทำมุม45 ͧÈÒกับลำต้นโดยครั้งแรก เฉือนให้รอบเฉือนด้านล่างอยู่สูงจากโคนต้นประมาณ 4-5 นิ้ว หลังจากนั้นอีกประมาณ20-30 วัน จึงเฉือนหน่อครั้งที่2 ให้รอบเฉือนครั้งใหม่อยู่ทิศทางตรงข้าม กับรอยเฉือนครั้งก่อน และให้รอยเฉือน มุมล่างสุดครั้งใหม่อยู่สูงจากรอยเฉือนมุมบนครั้งก่อน 4-5 นิ้ว ทำการแต่งหน่อเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่า จะถึงเวลาที่เหมาะสม ก็จะปล่อยหน่อให้เจริญเติบโตเป็นกล้วยตอต่อไป หรืออาจขุดหน่อไว้สำหรับ
ปลูกใหม่หรือขายก็ตาม

3. การตัดแต่งและการไว้ใบ

การไว้ใบกล้วยไข่ในระยะต่าง ๆ มีผลอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโต การปฏิบัติดูแลรักษาปัญหาโรค และแมลง ตลอดจนผลผลิต และคุณภาพผล

ในช่วงแรกระยะการเจริญเติบโต ควรไว้จำนวน 12 ใบ ถ้ามากกว่านี้ จะมีปัญหาทำให้การปฏิบัติดูแลรักษาทำได้ยากลำบาก โรคแมลงจะมากขึ้นเกิดการ แย่งแสงแดด ลำต้น จะสูงบอบบางไม่แข็งแรง เกิดการหักล้มได้ง่าย ในทางตรงข้ามถ้าจำนวนใบ มีน้อยเกินไปจะทำให้การเจริญเติบโต ไม่ดี ลำต้นไม่สมบูรณ์ ดินสูญเสียความชื้นได้เร็ว ปัญหาวัชพืชจะมากขึ้นภายหลัง

กล้วยตกเครือ แล้วควรตัดแต่งใบออก เหลือไว้เพียงต้นละ 9 ใบ ก็พอ ถ้าเหลือใบไว้มากจะทำให้ต้นกล้วยรับน้ำหนักมาก จะทำให้เกิดการหักล้มได้ง่าย
ระยะกล้วยมีน้ำหนักเครือ มากขึ้น และถ้าหากตัดแต่งใบออกมากเกินไป เหลือจำนวนใบไว้น้อย จะทำให้บริเวณคอเครือและผลกล้วยถูกแสงแดดเผา เป็นเหตุให้กล้วยหักพับบริเวณ คอเครือก่อนเก็บเกี่ยว และผลเสียหายไม่สามารถนำไปขายได้

4. การค้ำเครือ

เมื่อกล้วยตกเครือจะมีน้ำหนักมาก จึงควรมีการป้องกันลำต้นหักล้ม ซึ่งกระทำได้โดยการปักหลัก ผูกยึดติดกับลำต้น

การปักหลักต้องปักลงไปในดินให้แน่นทิศทางตรงข้ามกับเครือกล้วยให้แนบชิดกับ ลำต้นกล้วยมาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผูกยึดลำต้นกล้วยให้ตรึงกับไม้หลักสัก 3 ช่วง ดังนี้ คือบริเวณช่วงโคนต้น กลางต้น และคอเครือโดยใช้ปอกล้วยหรือปอฟางก็ได้ ถ้าใช้ไม้รวกสำหรับค้ำเครือควรจะนำไปแช่น้ำ 15-20 วัน เสียก่อนแล้วนำมาตากแดดให้แห้งจึงค่อยนำไปใช ้

5. การตัดปลี

กล้วยไข่ที่มีการเจริญเติบโตและสมบูรณ์ หลังจากปลูก 7-8 เดือน ก็จะแทงปลีแต่ถ้าการเจริญเติบโต และความสมบูรณ์ไม่ดี การแทงปลีก็จะช้าออกไปอีก ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มแทงปลีจนถึงปลีคล้อยตัวลง มาสุดจะ ใช้เวลาประมาณ 7 วัน หลังจากนั้นปลีจะบาน ระยะเวลาตั้งแต่ปลีเริ่มบานหวีแรกจนสุด หวีสุดท้ายจะใช้เวลาอีกประมาณ 7 วัน รวมระยะเวลาตั้งแต่ออกปลี จนสามารถตัดปลีทิ้งประมาณ 15 วัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นกล้วยและช่วงฤดูที่กล้วยตกปลี

การเก็บเกี่ยว:

การเก็บเกี่ยว
ปกติหลังจากตัดปลีแล้วประมาณ 45 วัน เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว
ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ผลกล้วยอาจแตก และสุกคาต้น หรือที่ชาวสวนเรียกว่ากล้วยสุกลม รสชาติไม่อร่อย สีของผิวกระด้างไม่นวลสวยเหมือนที่นำไปบ่ม
กล้วยไข่ที่ตกเครือในช่วงฤดูหนาว ซึ่งผลจะแก่ช้ามีผลทำให้อายุการเก็บเกี่ยวต้องยาวนาน ออกไปถึง 50-55 วัน หลังตัดปลี

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

Powered by · Dimple