พันธุ์มันสำปะหลัง สำหรับผลิตเอทานอล


จากข้อมูลของสถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ระบุว่ามันสำปะหลังมีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Manihot esculenta Crantz มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตอเมริกาใต้ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1 – 5 เมตร มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีทั้งที่ไม่แตกกิ่ง และแตกกิ่งในระดับต่าง ๆ ลำต้นมีสีแตกต่างกันตามพันธุ์

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ระบุว่ามันสำปะหลังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manihot esculenta Crantz มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตอเมริกาใต้ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1 – 5 เมตร มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีทั้งที่ไม่แตกกิ่ง และแตกกิ่งในระดับต่าง ๆ ลำตน้ มีสีแตกตางกันตามพันธุ์ เช่น สีเขียวเงิน เทาเงิน เหลือง น้ำตาล มีเปลือกบางลอกออก ได้ง่าย เมื่อใบหลุดออกจะปรากฏเป็นรอยที่ต้น เรียกว่า รอยแผลใบ มีใบเป็นแบบใบเดี่ยวเกิดสลับบนลำต้น มีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้บนต้นเดียวกัน มีผลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร มีลักษณะ 6 เหลี่ยม เมล็ดมีสีน้ำตาลลายดำคล้ายเมล็ดละหุ่งแต่มีขนาดเล็กกว่า ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ในการบริโภค คือ รากที่สะสมอาหารที่เรียกว่า “ หัว ” รูปร่างของหัว สีของหัว สีของเนื้อ จะแตกต่างกันออกไปตามพันธุ์

       พันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสำหรับการนำมาผลิตเอทานอล ควรเป็นพันธุ์ที่มี เปอรเซ็นต์แป้งสูง ซึ่งขณะนี้มีหลายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ศูนยว์ วิจัยพืชไร่ระยอง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลัง ได้ทำการวิจัยปรับปรุงพันธุ์จนได้ มันสำปะหลังที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล ได้แก่

มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7
      เป็นผลงานการวิจัยของ ดร. โอภาษ บุญเส็ง และคณะ โจทย์ของการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังระยอง 7 ที่ ดร. โอภาษ ตั้งไว้คือข้อจำกัดของมันสำปะหลังทั่วไป คือ ปลูกได้ เฉพาะต้นฤดูฝนเท่านั้น ทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังให้สามารถปลูกได้ทุกฤดู ขณะเดียวกันต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ปริมาณแป้งสูงด้วย การดำเนินการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังระยอง 7 ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยการผสมข้ามระหว่างพันธุ์ CMR 30 – 71 – 25 กับพันธุ์ OMR 29 – 20 – 118 ทำการปลูกทดสอบเพื่อประเมินผลผลิตตามระบบปรับปรุง พันธุ์มันสำปะหลังในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในแปลงทดลอง และในไร่ของเกษตรกร ในแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญทั้งภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงปี 2548 มันสำปะหลังระยอง 7 ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 

      ลักษณะประจำพันธุ์ ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน ไม่แตกกิ่ง เมื่ออายุ 1 ปี สูง 183 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวอ่อน แฉกใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัวสีครีมเนื้อของหัวสีขาว ไม่มีก้านหัว

      ลักษณะเด่น มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ให้ผลผลิตและปริมาณแป้งในหัวสูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกทั่วไป โดยให้ผลผลิตหัวสดประมาณ 6 ตันต่อไร่ ปริมาณแป้งสูงถึง 27.7 เปอร์เซ็นต์ หรือผลผลิตแป้งประมาณ 1.7 ตันต่อไร่ เมื่อใช้หัวสดเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลจะให้ปริมาณเอทานอลมากกว่า 1,026 ลิตรต่อไร่ หรือ ประมาณ 170 ลิตรต่อหัวมันสด 1 ตัน มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 มีความงอกเร็วมาก คือ ประมาณ 5 วันหลังปลูก ในขณะที่พันธุ์ทั่วไปใช้เวลางอกถึง 15 วัน หลังปลูก

      นอกจากนี้ มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ยังให้ผลผลิตหัวดก ขนาดของหัวใกล้เคียงกัน และไม่มีก้านหัว จึงเหมาะสำหรับการใช้เครื่องขุดในการเก็บเกี่ยว และจากจำนวนลำต้นที่แตกออกจากท่อนปลูกมีมาก ทำให้สามารถคลุมวัชพืชในช่วง 3 เดือนหลังปลูกได้ดี เป็นพันธุ์ที่มีทรงต้นดี ไม่แตกกิ่ง ทำให้ลำต้นไม่หักล้ม จึงสะดวกในการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญคือ สามารถปลูกในช่วงปลายฤดูฝนได้ และปลูกได้ดีทุกแหล่งปลูกมันสำปะหลังของไทย

 

 

 มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 9

          เป็นผลงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ของ ดร.อัจฉรา ลิ่มศิลา และคณะ ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ CMR 31 – 19 – 23 กับสายพันธุ์ OMR 29 – 20 – 118 ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยองเมื่อปี พ.ศ. 2535 เดิมวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังระยอง 9 คือ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม แต่หลังจากที่ได้ฟังกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับแก๊สโซฮอล์ ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดว่าพันธุ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ ถ้านำไปผลิตเอทานอล จะได้ปริมาณสักเท่าไร ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยองจึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ทำการประเมินผลผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังสายพันธุ์ระยอง 9 ร่วมกับพันธุ์อื่น ๆ อีก 4 พันธุ์ คือ ระยอง 5 ระยอง 72 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 โดยดำเนินการในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อคัดเลือกว่าพันธุ์ใดที่มีแนวโน้ม เหมาะสำหรับการนำไปผลิตเอทานอล ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่า พันธุ์ระยอง 9 ดีที่สุดสำหรับการผลิตเอทานอล รองลงมาคือพันธุ์ระยอง 90

           สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้นำมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 9 และระยอง 90 ไปผลิตเอทานอลในโรงงานต้นแบบ โดยใช้วัตถุดิบครั้งละ 10 ตัน ผลปรากฏว่า พันธุ์ระยอง 9 ให้ปริมาณเอทานอล 190 ลิตร ต่อวัตถุดิบหัวมันสด 1 ตัน ส่วนพันธุ์ระยอง 90 ให้ปริมาณเอทานอล 170 ลิตรต่อวัตถุดิบหัวมันสด 1 ตัน ขณะที่พันธุ์อื่น ๆ จะให้ปริมาณเอทานอลประมาณ 150 ลิตร ต่อหัวมันสด 1 ตัน

          ลักษณะประจำพันธุ์ มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 9 มีลำต้นสีน้ำตาลอ่อน ต้นสูงตรง ไม่แตกกิ่ง ยอดอ่อนและใบแก่สีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอมชมพูเปลือกนอกของหัวสีน้ำตาล เนื้อในสีขาว

         ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตสูง มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง 24.5 % ในฤดูฝน และ 29.2 %ในฤดูแล้ง ผู้วิจัยแนะนำให้เก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุ 1 ปี เพราะมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 9 เป็นพันธุ์ ที่เปอร์เซ็นต์แป้งสูงแต่สร้างหัวช้า สะสมน้ำหนักช้า หัวจะไม่ใหญ่มากนัก แต่เนื้อจะแน่น ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่น ๆ

         คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร พิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548

มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 90

        ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ CMC 76 กับ V 43 เมื่อปี 2521 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยองทำการคัดเลือกพันธุ์ ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ และทดสอบพันธุ์ตามลำดับจนกระทั่งปี 2534 ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ให้เป็นพันธุ์ แนะนำ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2534 ให้ชื่อว่าพันธุ์ระยอง 90 เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 90 พรรษา

         ลักษณะประจำพันธุ์ ยอดอ่อนสีเขียวอ่อน ใบที่เจริญเต็มที่สีเขียวแก่ ก้านใบสีเขียวอ่อน แผ่นใบเป็นรูปหอก ต้นสูงประมาณ 1.60 – 2.00 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลอมส้ม แตกกิ่ง 0 – 1 ระดับ ระดับแรกสูงจากพื้นดินประมาณ 120 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกว้าง 75 – 90 องศา หัวยาวเรียว เปลือกสีน้ำตาลเข้ม เนื้อสีขาว ออกดอกภายใน 1 ปี ถ้าลำต้นมีการแตกกิ่ง

        ลักษณะเด่น ผลผลิตสูง และมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ประมาณ 24 % ในฤดูฝน และ 30 % ในฤดูแล้ง

 

 

         นอกจากมันสำปะหลังทั้ง 3 พันธุ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงที่สามารถนำมาผลิตเอทานอลได้อีกตามที่สถาบันวิจัยพืชไร่ แนะนำ คือ พันธุ์ระยอง 5 และพันธุ์ระยอง 72

         อย่างไรก็ตามแม้พันธุ์ที่กล่าวมาจะมีคุณสมบัติเหมะสมสำหรับนำมาผลิตเอทานอล แต่ยังมีลักษณะอื่น ๆ ที่ดี และด้อยแตกต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมของแต่ละพันธุ์ และการดูแลของเกษตรกร เหมือนอย่างที่ ดร.อัจฉรา ลิ่มศิลา กล่าวไว้ว่า “ พันธุ์ใหม่ที่เราปรับปรุงขึ้นมา ไม่จำเป็นว่าจะต้องดีกว่าพันธุ์เดิม หรือชนะพันธุ์เดิม เพราะแต่ละพันธุ์จะมีการปรับตัวที่ต่างกันออกไปเพียงแต่ว่า เรามีพันธุ์ดีเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรมากขึ้น เช่น พันธุ์ระยอง 9 ให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง ขายได้ราคา เกษตรกรอาจจะชอบระยอง 9 หรือ เกษตรกรอาจจะชอบพันธุ์อื่นที่ต้นสูง เพราะทำให้มีกิ่งพันธุ์เพียงพอ ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน ท่อนพันธุ์ หรืออาจจะชอบพันธุ์ระยอง 7 เพระปลูกปลายฤดูฝนได้ เป็นต้น ”

        จะอย่างไรก็ตาม มันสำปะหลังที่นักปรับปรุงพันธุ์ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจและเวลา เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณสมบัติตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ย่อมแสดงให้เห็นว่าการวิจัยปรับปรุงพันธุ์นั้นมีความสำคัญ และหยุดนิ่งไม่ได้นักปรับปรุงพันธุ์ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อตามสถานการณ์ให้ทัน ขณะเดียวกันต้องมีวิสัยทัศน์มองไปข้างหน้า คาดเดาเหตุการณ์และความต้องการของสังคมในอนาคต เพื่อวางแนวทางปรับปรุงพันธุ์พืชของตนไว้รองรับสถานการณ์และความต้องการในอนาคตเหล่านั้น เพราะการปรับปรุงพันธุ์พืชต้องอาศัยเวลานานหลายปี

ที่มา :
จัดทำและเผยแพร่ทางเว็บไซต์
ผลิใบจากแฟ้มวิจัย โดย พรรณนีย์ วิชชาชู จดหมายข่าวผลิใบ
กรมวิชาการเกษตร.ปีที่ 9 ฉบับที่ 5 ประจำเดือน มิถุนายน พ.ศ.2549
กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร
สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี
กรมส่งเสริมการเกษตร

 

Share This Post

Recent Posts in ตลาดเกษตร | ลงประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตร

Powered by · Dimple